ผู้นำตุรกีไม่ยอมรับเสียงวิจารณ์ลงประชามติไม่โปร่งใส

ประธานาธิบดี เรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ปราศรัยที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงอังการา หลังทราบผลประชามติ,ตุรกี,ประชามติ Image copyright TUMAY BERKIN/EPA
คำบรรยายภาพ ผู้นำตุรกีไม่ยอมรับคำวิจารณ์ต่อการลงประชามติ โดยอ้างว่าบรรดาผู้สังเกตการณ์มีเหตุจูงใจทางการเมืองแอบแฝง

ประธานาธิบดี เรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ประกาศไม่ยอมรับคำทักท้วงจากกลุ่มผู้สังเกตการณ์การลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าการลงประชามติครั้งนี้ไม่โปร่งใส และไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ผู้นำตุรกีกล่าวเตือนกลุ่มผู้สังเกตการณ์ ซึ่งรวมถึงสภายุโรป (CoE )และองค์กรเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) ให้ "รู้จักที่ทางของตนเอง" โดยในการกล่าวปราศรัยกับกลุ่มผู้สนับสนุนที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงอังการา นายแอร์โดอันยังกล่าวว่า เขาไม่เห็น ไม่ได้ยิน และไม่ยอมรับรายงานที่มีเหตุจูงใจทางการเมืองแอบแฝงของบรรดาผู้สังเกตการณ์เหล่านี้

ผู้นำตุรกียังกล่าวว่า ผลการลงประชามติครั้งนี้ช่วยยุติความขัดแย้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้กำเนิดระบอบประธานาธิบดีที่มีอำนาจเต็มในการบริหาร ซึ่งจะเปิดทางให้กระบวนการปฏิรูปเริ่มขึ้นได้ในทันที นอกจากนี้ ยังอาจจัดให้มีการลงประชามติเรื่องการขอเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ที่หยุดชะงักมานานขึ้นอีกด้วย

ในเรื่องของโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันอย่างมากในสังคมตุรกีนั้น ประธานาธิบดีแอร์โดอันกล่าวว่าเขาอาจอนุมัติให้มีโทษประหารได้ หากมีการลงประชามติสนับสนุน หรือมีการเสนอเป็นร่างกฎหมายผ่านรัฐสภามายังประธานาธิบดี ซึ่งหากมีการนำโทษประหารกลับมาใช้อีกครั้ง ตุรกีจะไม่สามารถเจรจาเพื่อขอเข้าเป็นสมาชิกอียูต่อไปได้

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศตุรกีออกแถลงการณ์ระบุว่า คำวิจารณ์จากบรรดาผู้สังเกตการณ์นั้นขาดความเป็นกลาง โดยการที่กล่าวหาว่ามาตรฐานของการจัดลงประชามติครั้งนี้ต่ำกว่าสากลนั้น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ในขณะที่บรรดาพรรคฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้มีการนับคะแนนกว่า 60 % ใหม่ และบางฝ่ายเรียกร้องให้ประกาศว่าผลการลงประชามติครั้งนี้เป็นโมฆะ

สภายุโรปและองค์กรเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป ระบุว่าการลงประชามติของตุรกีครั้งนี้จัดขึ้นอย่างไม่ยุติธรรม โดยกลุ่มผู้รณรงค์สองฝ่ายไม่มีโอกาสในการหาเสียงอย่างเท่าเทียมกัน มีการแทรกแซงจากประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ทางการตลอดเวลา โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐมักมองว่าฝ่ายรณรงค์คัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นพวกก่อการร้าย ทั้งเสรีภาพในการรณรงค์หาเสียงยังถูกลดทอนลงเนื่องจากประเทศอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินอีกด้วย

หลังประธานาธิบดีแอร์โดอันได้ชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 51.4% ในการลงประชามติเพิ่มอำนาจบริหารให้แก่ตัวเขาแล้ว มีการประกาศขยายเวลาภาวะฉุกเฉินออกไปอีกสามเดือน ซึ่งภาวะฉุกเฉินนี้มีการประกาศใช้มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว หลังความพยายามทำรัฐประหารโดยทหารกลุ่มหนึ่งล้มเหลว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง