เยือนถิ่นชาวตอราจา ดินแดนไร้เส้นแบ่งความเป็นและความตาย

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
คำเตือน: วิดีโอมีภาพที่อาจทำให้ไม่สบายใจ

บ้านของมามัก ลิซ่า คุณแม่ชาวอินโดนีเซียซึ่งมีลูกชายตัวเล็ก ๆ หลายคน ดูจากภายนอกก็เหมือนบ้านของชาวตอราจา ชนพื้นเมืองของเกาะสุลาเวสีโดยทั่วไป แต่เมื่อซาฮาร์ แซนด์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไปเยี่ยมพวกเขาที่บ้าน และได้ไต่ถามทุกข์สุขว่าพ่อเฒ่าของเธอสบายดีหรือไม่ มามัก ลิซ่า ตอบว่าพ่อยังป่วยและนอนพักอยู่ พร้อมกับลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องติดกัน และเขย่าร่างแข็งทื่อที่นอนอยู่ในโลงเบา ๆ "พ่อ ดูสิมีคนมาเยี่ยมแน่ะ พ่อคงไม่ว่าอะไรเขานะ" ลูก ๆ ของลิซ่าต่างก็ร้องตะโกนขึ้นมาพร้อมกันว่า "ตาตื่นเถอะ มากินข้าวกัน"

คำบรรยายภาพ ซาฮาร์ แซนด์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ในห้องที่เก็บศพพ่อของมามัก ลิซ่า ซึ่งตั้งอยู่ภายในบ้านของครอบครัว

สำหรับคนภายนอกแล้ว ธรรมเนียมที่ชาวตอราจามักเก็บศพของสมาชิกครอบครัวผู้วายชนม์ไว้กับบ้าน และปฏิบัติต่อศพราวกับว่ายังมีชีวิตอยู่ ดูจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดไม่ใช่น้อย แต่ชาวตอราจากว่าล้านคนยึดถือธรรมเนียมปฏิบัตินี้มานานหลายร้อยปีแล้ว ซึ่งธรรมเนียมดังกล่าวมีต้นกำเนิดมาจากความเชื่อในเรื่องภูติผีวิญญาณของท้องถิ่นที่สืบทอดกันมายาวนาน ก่อนที่มิชชันนารีชาวดัตช์จะเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์กับคนในแถบนี้

เมื่อมีคนตาย ชาวตอราจาจะเก็บศพไว้กับบ้านนานหลายเดือนหรือหลายปี เพื่อรอเวลาเตรียมการงานศพที่จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยใช้น้ำสมุนไพรหรือฟอร์มาลีนรักษาสภาพศพไว้ ในระหว่างนั้น คนในครอบครัวจะปฏิบัติต่อศพเหมือนกับคนที่นอนป่วยอยู่ มีการยกน้ำ อาหาร และบุหรี่มาให้วันละสองครั้ง อาบน้ำทำความสะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าสม่ำเสมอ ทั้งยังมีการตั้งกระโถนไว้มุมห้องให้ผู้ตายได้ "เข้าห้องน้ำ" อีกด้วย จะมีคนคอยเฝ้าศพและเปิดไฟให้สว่างอยู่เสมอ เพราะเกรงว่าการทิ้งให้ศพอยู่โดดเดี่ยวลำพังจะทำให้ผู้ตายไม่พอใจได้

มามัก ลิซ่า บอกว่า แม้ชาวตอราจาจะหันมานับถือศาสนาคริสต์กันหมดแล้ว แต่ก็ยังยึดถือธรรมเนียมในการเก็บรักษาศพแบบนี้อยู่ ผู้ตายยังคงมีญาติมาเยี่ยมหรือโทรศัพท์มาถามถึงบ่อย ๆ โดยพวกเขาเชื่อว่าคนตายยังคงไม่จากไปไหน ยังคงได้ยิน ได้เห็น และรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวตามปกติ ส่วนคนเป็นนั้นก็ไม่กลัวคนตาย และการที่ได้เก็บศพไว้กับบ้านนาน ๆ ก็ช่วยให้คนที่ยังอยู่คลายความเศร้าโศกจากการสูญเสียลงไปได้มาก

พิธีศพของชาวตอราจานั้นจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีการแห่ศพไปรอบหมู่บ้าน มีการบูชายัญควายหลายตัวซึ่งเชื่อว่าเป็นพาหนะนำคนตายไปยังสถานที่รอเกิดใหม่ ทั้งยังเฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่นานหลายวันหลายคืนติดต่อกัน ทำให้เจ้าภาพงานศพมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งสำหรับคนมีฐานะแล้วเงินจัดงานศพอาจมากถึงราว 1.7 ล้านบาท หรือ 10 เท่าของรายได้ต่อปีโดยเฉลี่ยของพวกเขาเลยทีเดียว ชาวตอราจาส่วนใหญ่จึงต้องเก็บศพไว้กับบ้านไปก่อน และใช้เวลาเก็บสะสมเงินทองเพื่อให้พอจัดงานศพ ซึ่งอาจกินเวลานานหลายปี

คำบรรยายภาพ หุ่นไม้ "เตา เตา" ซึ่งครอบครัวผู้มีฐานะแกะสลักขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของคนตาย

หลังพิธีศพ จะมีการเคลื่อนศพจากบ้านไปเก็บยังสุสานของครอบครัวหรือตามถ้ำ โดยจะไม่นิยมฝังศพลงดิน เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นหุบเขา บางครอบครัวที่มีฐานะจะว่าจ้างช่างให้แกะสลักหุ่นไม้ที่เรียกว่า "เตา เตา" ซึ่งเป็นตัวแทนของคนตายไว้ด้วย โดยหุ่นนี้จะสวมเสื้อผ้าเครื่องประดับอย่างดีรวมทั้งสวมวิกที่ทำจากผมของผู้ตาย และจะมีการจัดเรียงให้หุ่นนั่งที่ด้านนอกของถ้ำ จ้องมองลงมายังลูกหลานที่เชิงเขาเบื้องล่าง

ทุกสองหรือสามปี จะมีการจัดพิธีทำความสะอาดศพที่เก็บในถ้ำ โดยจะนำศพออกมาจากโลงแล้วเซ่นไหว้ด้วยอาหารและบุหรี่ หวีผมเช็ดตัวให้ ก่อนจะนำมาถ่ายรูปหมู่ร่วมกับครอบครัว บางบ้านมีการพาศพออกเดินไปรอบหมู่บ้านอีกด้วย แต่พิธีกรรมในส่วนนี้กำลังเลือนหายไปในหมู่คนรุ่นใหม่

คำบรรยายภาพ ทุกสองหรือสามปีจะมีการนำศพออกจากโลงมาทำความสะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือพาเดินรอบหมู่บ้าน

ศาสตราจารย์แอนดี้ ทันดี โลโล ผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมตอราจาบอกว่า การปฏิบัติต่อคนตายเสมือนคนเป็นเช่นนี้ เป็นวิถีทางหนึ่งในการดำรงรักษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่ยังอยู่และผู้ที่ตายไปแล้ว

ชายผู้หนึ่งซึ่งจัดพิธี "อาบน้ำศพ" ให้กับร่างแม่ของเขาบอกว่า การได้เห็นและสัมผัสศพแม่ที่เน่าเปื่อยผุพัง ไม่ได้ทำให้เขากลัวหรือรู้สึกไม่สบายใจ ตรงกันข้าม การเข้าร่วมพิธีนี้ช่วยให้เขารำลึกถึงความอดทนและความรักของแม่ที่มีต่อเขาได้อย่างชัดเจนไม่มีวันลืมเลือน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง