เข้าใจ เลือกตั้งฝรั่งเศส ผ่าน กราฟฟิก

ผู้สมัครตัวเต็ง

ชาวฝรั่งเศสจะไปเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ในวันอาทิตย์นี้ สามวันหลังเหตุร้ายในปารีส ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ไม่แน่นอนทั้งในยุโรปและทั่วโลก

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสครั้งนี้ ผู้สมัคร 11 คน จากหลากหลายจุดยืนทางการเมือง จะต้องแข่งขันกันในการลงคะแนนรอบแรกวันที่ 23 เมษายนนี้ และถ้าไม่มีคนไหนได้คะแนนมากกว่าร้อยละ 50 ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงที่สุด 2 คน จะต้องไปลงเลือกตั้งรอบ 2 ในวันที่ 7 พฤษภาคม มาทำความรู้จักกับผู้สมัครที่มีคะแนนนำ และประเด็นที่น่าจะเป็นเครื่องตัดสินผลการเลือกตั้งฝรั่งเศสครั้งนี้

ผู้สมัครตัวเต็งจากโพลล์

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานผลสำรวจล่าสุดสำหรับการเลือกตั้งรอบแรก ที่จัดทำโดยบีเอฟเอ็ม ทีวี และนิตยสารเลอ เอ็กเพรส ชี้ว่านายเอ็มมานูแอล มาครง จากพรรคก้าวหน้า หรือออง มาร์ช จะได้คะแนนสูงสุดที่ร้อยละ 24 ส่วนอันดับสองคือนางมารีน เลอ เปน ผู้สมัครจากพรรคแนวร่วมแห่งชาติ หรือเนชันแนล ฟรอนต์ ที่มีแนวนโยบายขวาจัด มีคะแนนร้อยละ 21.5 โดยเมื่อปี 2002 ฌอง-มารี เลอ เปน ได้ผ่านเข้าไปเป็นผู้สมัครในการเลือกตั้งรอบ 2 มาแล้ว แต่แพ้ให้กับนาย ฌัก ชีรัค

ส่วนผู้สมัครที่มีคะแนนตามมาในผลสำรวจ คือนายฟรองซัว ฟียง และนายฌอง-ลุค เมลองชอง ที่ร้อยละ 20 และ 19.5 ตามลำดับ

ผลสำรวจของบีเอฟเอ็ม ทีวี และนิตยสารเลอ เอ็กเพรส ชี้ว่าหากเลอเปน ได้ผ่านเข้าไปสู่การลงคะแนนรอบ 2 คู่กับนายมาครง คาดว่าเธอจะแพ้ให้กับนายมาครง ที่ร้อยละ 65 ต่อ 35 โดยนายเอ็มมานูแอล มาครง อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เป็นผู้สมัครที่มีนโยบายสายกลาง แต่ไม่มีพรรคการเมืองดั้งเดิมหนุนหลัง

ฟรองซัว ฟียง ที่เคยเป็นตัวเต็งจากพรรครีพับลิกันซึ่งมีนโยบายขวากลาง ได้สูญเสียเสียงสนับสนุนไปมาก จากข้อกล่าวหาว่า นำงบประมาณรัฐไปจ่ายค่าจ้างให้กับภรรยาและลูกทั้งที่ไม่ได้ทำงานจริง ซึ่งแม้ว่าอัยการได้เปิดการไต่สวนกรณีนี้แล้ว แต่นายฟียง ก็ยังคงรอดพ้นความพยายามภายในพรรคที่จะหาผู้สมัครคนใหม่ขึ้นมาแทนที่เขา

ด้านนายเบอนัวต์ อามง จากพรรคสังคมนิยม ได้เสนอแผนรายได้ขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนทุกคน โดยจะเริ่มจ่ายให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย ก่อนที่จะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมพลเมืองฝรั่งเศสทุกคนหลังจากปี 2022

ส่วนผู้สมัครที่มีแนวนโยบายซ้ายจัด อย่างฌอง-ลุค เมลองชอง ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งฝรั่งเศส และเมื่อปี 2012 ก็เคยลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีมาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

อัตราการว่างงาน

หนึ่งในประเด็นที่ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนชาวฝรั่งเศสกำลังเผชิญ ก็คืออัตราการว่างงาน ซึ่งขณะนี้ อยู่ที่ 1ใน 4 ในกลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 25 ปี และอัตราเฉลี่ยทั้งประเทศ เมื่อไตรมาสสุดท้ายของปี 2016 อยู่ที่ 10% โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติของฝรั่งเศสระบุว่าเมื่อปีที่ผ่านมา ลดลงเพียง 0.2% เท่านั้น

ตัวเลขล่าสุดของสหภาพยุโรป ชี้ว่าเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อัตราการว่างงานของฝรั่งเศส สูงเป็นอันดับ 8 ในกลุ่มสมาชิก 28 ประเทศ และสูงกว่าในเยอรมนีกับสหราชอาณาจักร

ส่วนอัตราการว่างงานที่ลดลงเล็กน้อยเมื่อปีที่แล้ว ก็ออกมาช้าไปสำหรับประธานาธิบดีฟรองซัว ออล็องต์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ใช้ชื่อเสียงยืนยันเอาไว้ว่ารัฐบาลของเขา จะสร้างงานเพิ่ม โดยคะแนนนิยมที่ตกต่ำ ทำให้เขาต้องถอนตัวออกจากการลงสมัครรับเลือกตั้ง และกลายเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ที่ไม่ลงเลือกตั้งรอบ 2 ส่วนการลดอัตราการว่างงาน ก็จะตกเป็นปัญหาของผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีต่อ

เศรษฐกิจ

ฝรั่งเศสมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของกลุ่มยูโรโซน แต่กลับฟื้นตัวหลังวิกฤตการเงินในปี 2008 ได้ช้า

หนึ่งในนโยบายหลักของนายออล็องต์ ก็คือกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ ที่มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้อิสระกับนายจ้างมากขึ้น ในการเพิ่มชั่วโมงทำงาน ลดค่าจ้าง และปลดพนักงาน แต่ร่างกฎหมายนี้ก็ถูกปฏิเสธ และความหวังที่จะปรับปรุงเศรษฐกิจก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง

เศรษฐกิจของฝรั่งเศส ถ้าวัดกันด้วยจีดีพี ก็ยังคงตามหลังเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกันอย่างเยอรมนีและสหราชอาณาจักร ซึ่งผู้สมัครแนวหน้าทุกคน อ้างว่าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในเศรษฐกิจของฝรั่งเศส

ความมั่นคง

ประเด็นความมั่นคงและคนเข้าเมือง จัดว่ามีความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ฝรั่งเศสยังคงอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน หลังจากเกิดการโจมตีหลายครั้ง รวมถึงเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 86 คน เพราะถูกรถบรรทุกพุ่งชนที่เมืองนีซ ระหว่างงานฉลองวันชาติฝรั่งเศส โดยเหตุโจมตีก่อการร้ายนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2015 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 320 รายแล้ว

ปัญหาคือ การที่ชาวฝรั่งเศสรุ่นใหม่ที่นับถือศาสนาอิสลามเดินทางไปยังอิรักและซีเรีย เพื่อเข้าร่วมกับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม ซึ่งกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส ระบุว่า แม้จะมีจำนวนลดลงเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันก็ยังมีพลเมืองฝรั่งเศสอยู่ในภูมิภาคนั้นเกือบ 700 คน

การที่ผู้มีส่วนร่วมบางรายในการโจมตีก่อการร้าย เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2015 เคยเดินทางไปซีเรีย ทำให้ทางการฝรั่งเศสเชื่อว่า มีความเสี่ยง ที่คนอื่น ๆ ซึ่งได้รับแนวคิดรุนแรงในลักษณะเดียวกัน อาจจะกลับเข้าไปก่อเหตุโจมตีในฝรั่งเศสได้

คนเข้าเมือง

วิกฤตที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2015 ทำให้มีผู้ลี้ภัยนับหมื่นคนเดินทางไปยังฝรั่งเศส โดยคนเหล่านี้หนีความขัดแย้งมาจากซีเรียและอิรัก

เมื่อปี 2016 ฝรั่งเศสได้รับคำร้องของลี้ภัยถึง 85,000 ฉบับ ในจำนวนนี้ มีมากกว่า 5,800 ราย ที่มาจากซีเรีย และแม้ว่าจำนวนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่สถิติผู้ขอลี้ภัยในฝรั่งเศสก็ยังน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ในยุโรปอย่างเยอรมนี

ตัวเลขอย่างเป็นทางการจากปี 2014 ชี้ว่า ฝรั่งเศสมีประชากรที่เป็นคนเข้าเมืองร้อยละ 8.9 จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ 65.8 ล้านคน ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 จากเมื่อปี 2006

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกฎหมายห้ามเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อชาติและศาสนา ฝรั่งเศสจึงไม่สถิติที่ถูกจำแนกอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่า น่าจะมีประชากรชาวมุสลิม อยู่อย่างน้อยประมาณ 5 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขประชากรมุสลิมที่สูงที่สุดในสหภาพยุโรป

ชาวฝรั่งเศสที่นับถือศาสนาอิสลามส่วนใหญ่ จะอาศัยอยู่ในย่านชานเมือง รอบๆ เมือใหญ่อย่างกรุงปารีส มาร์กเซย และลียง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอัตราการว่างงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศมาก

ด้านพรรคเนชันแนลฟรอนต์ ได้นำประเด็นการจัดการกับคนเข้าเมือง มาเป็นหนึ่งในนโยบายหลัก โดยระบุว่า ควรต้องจัดหาตำแหน่งงาน สวัสดิการ ที่พักอาศัย และโรงเรียน ให้กับชาวฝรั่งเศส ก่อน 'คนต่างชาติ' ในขณะที่ผลสำรวจของ พิว รีเสิร์ช เมื่อปี 2016 ชี้ว่า ร้อยละ 29 ของผู้ใหญ่ชาวฝรั่งเศส มีมุมมองที่ไม่ดีต่อชาวมุสลิม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง