5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเลือกตั้งฝรั่งเศส

เลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรกในวันอาทิตย์ (23 เม.ย.) บีบีซีไทยชวนผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองฝรั่งเศส นายเอริก อัลแบรต์ จากหนังสือพิมพ์เลอมงต์ ประจำลอนดอน และอาจารย์ รศ. ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มาเล่าให้ฟัง

Image copyright Getty Images

ใครเป็นใครในการเลือกตั้งครั้งนี้

การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัคร 11 คน แต่ที่แข่งขันกันหลัก ๆ มี 4 คน และที่สูสีที่สุดมี 2 คนคือ นางมารีน เลอเปน จากพรรคแนวร่วมแห่งชาติ หรือ National Front ซึ่งเป็นฝ่ายขวาจัด และนายเอ็มมานูแอล มาครง ทั้งคู่ไม่ได้มาจากสองพรรคใหญ่ ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีในอดีต นางเลอแปงชูนโยบายชาตินิยม ไม่ต้อนรับชาวต่างชาติ ต้องการนำประเทศออกจากสหภาพยุโรปหรืออียู ส่วนนายมาครง อายุเพียง 39 ปี เดินสายกลาง ไม่เคยสงสมัครเลือกตั้งมาก่อน เคยเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้แก่ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลองด์ นโยบายเป็นแบบเสรีนิยม

Image copyright PATRICK KOVARIK/Getty Images

นายอัลแบรต์เล่าว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีหนนี้ถือเป็นการพลิกโฉมทางการเมือง โดยเปรียบเทียบให้ฟังว่า การเมืองหนนี้คล้ายกับภาพยนตร์โทรทัศน์ House of Cards ที่นักการเมืองแทงข้างหลัง วางแผนซับซ้อน อีกทั้งพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคคือพรรคโซเชียลลิสต์ฝ่ายซ้ายหมดความนิยม และพรรครีพับลิกันฝ่ายขวา กลับเหลือแต่นายฟรองซัวส์ ฟิยง ผู้สมัครที่ยังเป็นหนึ่งในสี่ตัวเต็งที่อาจได้คะแนนมากพอที่จะผ่านเข้ารอบสองต่อไปได้ ตัวเต็งอีกคนคือนายฌองลุค เมลองชอง จากค่ายสังคมนิยมที่มีนโยบายค่อนข้างสุดโต่งไปทางซ้าย ไม่เพียงต้องการนำประเทศออกจากอียู แต่ออกจากการเป็นสมาชิกนาโตและ IMF ด้วย

อนาคตอียู

รศ.ดร.สมชาย บอกว่าความสำคัญอีกอย่างของการเลือกตั้งหนนี้คือการที่ฝ่ายขวาจัดอย่างนางเลอเปนและซ้ายจัดอย่างนายเมลองชอง กลายเป็นตัวเต็งและอาจได้รับคะแนนมากพอที่จะผ่านเข้ารอบต่อไปได้ เพราะทั้งคู่ชูนโยบายที่จะนำฝรั่งเศสออกจากอียู ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง รศ.ดร. สมชายบอกว่าอาจทำให้อียูล่มสลาย เพราะฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอียูตั้งแต่ปี 1958 หากไม่มีฝรั่งเศสเป็นเสาหลักร่วมกับเยอรมนีแล้ว อียูก็อาจจะถึงจุดจบ

Image copyright LOIC VENANCE/Getty Images

นายอัลแบรต์เล่าว่า คนฝรั่งเศสกลุ่มใหญ่ ไม่ต้องการให้นโยบายคนเข้าเมืองและเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับอียู สิ่งที่เลอเปนและเมลองชองพูดในช่วงหาเสียงจึงถูกใจคนกลุ่มนี้ แต่นายอัลแบรต์บอกต่อด้วยว่า มาครงและฟิยง ตัวเต็งอีกสองคนพยายามอธิบายให้คนฝรั่งเศสเข้าใจว่า ฝรั่งเศสไม่ใช่ประเทศใหญ่ หากต้องการอำนาจต่อรองทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจในเวทีโลก ก็จำเป็นต้องรวมกลุ่มกับประเทศอื่น เช่น เยอรมนี เนเธอแลนด์ สเปน อิตาลี รวม 27 ประเทศ เพราะจะแก้ปัญหาเช่น สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ คนเข้าเมืองได้ดีขึ้น

Image copyright Eric Albert
คำบรรยายภาพ นายเอริก อัลแบรต์ ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์เลอมงต์ ประจำกรุงลอนดอน

"ขวา" หลากระดับ

การที่เลอเปน ตัวเต็งฝ่ายขวาจัดประสบความสำเร็จในการนำพาตัวเองให้เป็นที่รู้จักทางการเมืองและโพลก็ยังให้เธอเป็นหนึ่งในสองผู้สมัครที่มีคะแนนนำ นโยบายฝ่ายขวาที่เธอชู เช่น การกีดกันคนเข้าเมือง การจัดการการก่อการร้าย จึงกลายเป็นนโยบายที่พรรคการเมืองอื่น ๆ เดินตาม นายอัลแบรต์เสริมด้วยว่า การที่นายฟรองซัวส์ โอลองด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินและให้อำนาจตำรวจมากขึ้น ก็เพื่อให้ประชาชนมองว่านายโอลลองด์จัดการปัญหานี้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งคงได้รับแรงกดดันจากการที่ชาวฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยชื่นชมนโยบายที่แข็งกร้าวของเลอเปน นโยบายเกี่ยวกับคนเข้าเมืองจึงกลายเป็นนโยบายสำคัญในการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ในการเลือกตั้งหนนี้ ซึ่ง รศ. ดร.สมชาย มองว่า นโยบายจากพรรคต่างๆ ดูจะเป็นขวามากขึ้น ไม่ว่าจะคล้อยตามนโยบายจากพรรคของเธอก็ดี หรือออกนโยบายที่ต่อต้านเธอก็ดี นายอัลแบรต์สรุปว่า ล้วนได้รับอิทธิพลจากเลอเปนนั่นเอง

Image copyright สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
คำบรรยายภาพ รศ. ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ใครๆ ก็ไม่ต้องการ "กลุ่มอำนาจเก่า"

ในอดีตนโยบายสุดโต่งจากฝ่ายขวาจัดมักจะเป็นการกีดกันคนต่างชาติและเหยียดผิว เช่น เหยียดชาวยิว แต่ในปัจจุบัน รศ.ดร.สมชาย อธิบายว่า การต่อต้านกลุ่มอำนาจเก่าหรือ establishment กลายเป็นนโยบายที่ฝ่ายขวาจัดใช้ ซึ่งประสบความสำเร็จทั้งในสหรัฐ และยุโรป ประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง พรรคการเมืองในรูปแบบเดิมมีอิทธิพลลดลง เช่น พรรคใหญ่อย่างพรรคโซเชียลลิสต์ของนายโอลองด์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่ไม่เป็นที่นิยม ส่วนนักการเมืองหน้าใหม่อย่างมาครง กลับได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะคนจำนวนมากต้องการออกจากระบบเดิม ๆ ออกนอกกรอบ แบบเดียวกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ใช้ในการหาเสียงมาโดยตลอด ปัญหาพรหมแดน ปัญหาคนเข้าเมืองและการก่อการร้ายกลายเป็นนโยบายหลักของฝ่ายขวาจัดในยุคใหม่ โดยเฉพาะในยุโรป รศ.ดร.สมชายสรุปว่า ฝ่ายขวาจัดชูนโยบายต่อต้านการเปิดเสรี และต่อต้านการรวมกลุ่ม

ผลกระทบต่อนักศึกษาต่างชาติในฝรั่งเศสหากเลอแปงชนะ

นายอัลแบรต์บอกว่า เลอเปนไม่เคยพูดเกี่ยวกับนักศึกษาหรือทุนการศึกษาที่ให้แก่เด็กต่างชาติเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่ไม่น่าจะมีข่าวดีให้แก่นักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่หรือกำลังจะเดินทางไปศึกษาในฝรั่งเศส เพราะนโยบายภาพรวมของเธอคือกีดกันคนต่างชาติ คนฝรั่งเศสต้องมาก่อน และเดินในแนวทางเดียวกับประธานาธิบดีทรัมป์ นายอัลแบรต์คิดว่า หากเลอเปนชนะ สิทธิประโยชน์ที่จะมีให้คนต่างชาติ รวมทั้งทุนการศึกษาแก่นักศึกษาต่างชาติน่าจะลดลง