ทรัมป์เผยมองผู้นำเกาหลีเหนือเป็นคนฉลาด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สนามบินในเพนซิลวาเนีย Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นายทรัมป์มองว่า การที่ผู้นำเกาหลีเหนือขึ้นครองอำนาจได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แสดงว่าเป็นคนฉลาด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส โดยกล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือว่า โดยส่วนตัวแล้วเขามองว่านายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือนั้นถือเป็นคนฉลาดคนหนึ่ง เพราะสามารถขึ้นครองอำนาจได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งที่ต้องต่อสู้กับผู้มีอิทธิพลมากมายหลายคน

"ทุกคนสงสัยกันว่าสภาพจิตเขาปกติดีไหม เรื่องนี้ผมไม่รู้นะ แต่เขายังเป็นหนุ่มอายุแค่ 26-27 ปีเท่านั้นตอนที่พ่อของเขาตาย ต้องงัดข้อกับผู้มีอิทธิพลสูงทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกนายพลในกองทัพและคนอื่น ๆ ผมเชื่อว่ามีหลายคนพยายามแย่งอำนาจจากเขา ทั้งอาของเขาและอีกหลายคน แต่เขาก็เอาชนะได้ อายุน้อยเพียงเท่านี้แต่ก็สามารถเข้าครองอำนาจเบ็ดเสร็จได้ นั่นชัดเจนว่าเขาเป็นคนฉลาดคนหนึ่งเลยทีเดียว" ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าว

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้มีขึ้น หลังจากเกาหลีเหนือได้ยิงทดสอบขีปนาวุธอีกครั้งแต่ล้มเหลวเมื่อวันเสาร์ที่ 29 เม.ย.ซึ่งนับเป็นการยิงทดสอบที่ล้มเหลวครั้งที่สองแล้ว ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดขีปนาวุธของเกาหลีเหนือจึงล้มเหลวบ่อยครั้ง ประธานาธิบดีทรัมป์ตอบว่า ไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้ เพราะสหรัฐฯ ไม่ควรจะเปิดเผยความเคลื่อนไหวทั้งหมด "นี่คือเกมหมากรุก ผมไม่อยากให้ผู้คนรู้ว่าคิดอะไรอยู่"

นายทรัมป์ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่พอใจอย่างมาก หากยังมีการยิงทดสอบขีปนาวุธออกมาอีก แต่เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่าเขาหมายถึงการใช้กำลังทหารเข้าจัดการใช่หรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่า "ผมไม่ทราบ...คือผมหมายความว่าให้ดูกันต่อไป"

นายทรัมป์ยังกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ล่าสุดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งเขาระบุว่าเป็นสายสัมพันธ์พิเศษที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมา โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนได้พยายามช่วยกดดันให้เกาหลีเหนือล้มเลิกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่จนถึงขณะนี้ เขายังไม่แน่ใจว่าบังเกิดผลอย่างไรหรือไม่

ขณะหาเสียงเลือกตั้งก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะประกาศให้จีนเป็นชาติผู้บิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยน แต่ในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้เขาระบุว่า จีนได้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวตั้งแต่เขาชนะการเลือกตั้ง และขณะนี้ความร่วมมือจากจีนในเรื่องเกาหลีเหนือนั้นสำคัญกว่าการค้า เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนนับล้านที่อาจต้องตายในสงคราม