อินโดนีเซียฟ้อง ปตท. เป็นเงินเกือบ 7 หมื่นล้าน ฐานทำลายสิ่งแวดล้อม

ป้ายปตท Image copyright Dario Pignatelli/Bloomberg/Getty Images

ในวันนี้ (6 พ.ค.) สื่อต่างชาติหลายสำนัก เช่น รอยเตอร์ และเว็บไซต์เอบีซีนิวส์ของสหรัฐ ให้ความสนใจต่างรายงานข่าวที่ทางการอินโดนีเซียได้ยื่นฟ้องต่อศาลในกรุงจาการ์ต้า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (3 พ.ค.) เรียกร้องค่าเสียหายจากบมจ. ปตท. และบริษัทลูกอีก 2 บริษัท ได้แก่ ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท. สผ. และ พีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย เป็นเงินจำนวน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7 หมื่นล้านบาท ฐานที่ทำน้ำมันรั่วลงทะเลติมอร์สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา

ด้านปตท. สผ. ชี้แจ้งว่าได้ศึกษาแล้วพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ยังพร้อมร่วมกันพิสูจน์ความเสียหายแต่ทางการอินโดนีเซียไม่ยอมให้พีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย เข้าพื้นที่

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงประสานงานกิจการทางทะเลของอินโดนีเซียว่า พีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหามลภาวะทางทะเลที่เกิดขึ้น หลังจากแท่นขุดเจาะมอนทาราเกิดเหตุไฟไหม้เมื่อปี 2552 ซึ่งทำให้น้ำมันรั่วลงทะเลหลายแสนลิตร ห่างจากชายฝั่งทางตอนเหนือของรัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย

เว็บไซต์เอบีซีนิวส์ ของสหรัฐระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอินโดนีเซียต้องการเรียกร้องความยุติธรรม โดยต้องการค่าชดเชยที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหายเป็นเงิน 1,725 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5.97 หมื่นล้านบาท และเป็นค่าดำเนินการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมอีก 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.14 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมประกอบด้วยป่าชายเลน พี้นที่ราว 7,500 ไร่ หญ้าทะเล ราว 8,750 ไร่ และแนวปะการัง ราว 4,300 ไร่

Image copyright SONNY TUMBELAKA/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ อินโดนีเซียถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตสาหร่ายทะเลรายใหญ่ที่สุดของโลก

ทั้งนี้ ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า พีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย อ้างว่า ตอนนี้ยังไม่พบว่ามีน้ำมันที่รั่วออกจากแท่นขุดเจาะมอนทาราเดินทางมาถึงชายฝั่งของอินโดนีเซีย ซึ่งไม่สร้างความเสียหายต่อทะเลของติมอร์ ด้านปตท. สผ. ระบุผ่านแถลงการณ์ทางอีเมลว่า ได้รับทราบรายงานเกี่ยวกับการฟ้องร้องดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้รับจดหมายแจ้งใดๆ พร้อมกับระบุว่าที่ผ่านมา บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอินโดนีเซียเป็นอย่างดี และมีเจตจำนงค์ที่จะสานต่อความร่วมมือเช่นเดิม

ปตท.สผ. ชี้แจงว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลขึ้นในปี 2552 พีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย บริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ในฐานะผู้รับสัมปทานและผู้ดำเนินการโครงการมอนทารา ได้ประสานงานกับรัฐบาลออสเตรเลียทำการจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระด้านสิ่งแวดล้อมทำการศึกษา วิจัย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการรั่วไหลของน้ำมัน ผลการศึกษาสรุปได้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในน่านน้ำออสเตรเลียและและบริเวณใกล้เคียงน่านน้ำอินโดนีเซียแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ รวมถึงการสร้างแบบจำลองการเคลื่อนที่ของคราบน้ำมัน (Trajectory Modelling) พบว่าคราบน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ในน่านน้ำออสเตรเลีย ที่สำคัญคือคราบน้ำมันไม่ได้ลอยเข้าสู่แนวชายฝั่งทั้งออสเตรเลียและอินโดนีเซีย

โดยพีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย ได้เจรจากับรัฐบาลอินโดนีเซียเป็นเวลาพอสมควร และพยายามที่จะประสานงานเพื่อลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่าง พีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย กับรัฐบาลอินโดนีเซีย เพื่อหาข้อยุติและพิสูจน์ความเสียหาย (หากมี) ร่วมกัน เริ่มด้วยการให้ทั้งสองฝ่ายจัดส่งเอกสารหลักฐานในส่วนของตน โดย PTTEP AA ได้ดำเนินการจัดส่งผลการศึกษา แต่ทางรัฐบาลอินโดนีเซียยังไม่ได้จัดส่งเอกสารเพื่อพิสูจน์ความเสียหาย รวมถึงยังไม่อนุญาตให้ PTTEP AA เข้าพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ MOU ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการกลางร่วมกัน เพื่อให้ความเห็นจากผลการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

นอกจากคดีนี้แล้ว ยังมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสาหร่ายทะเลราว 15,000 รายที่กำลังฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายราว 152 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5,268 ล้านบาท จาก พีทีทีอีพี ออสตราเลเซีย จากเหตุน้ำมันรั่วดังกล่าว ซึ่งทีมทนายของเกษตรกลุ่มดังกล่าวระบุว่า การไต่สวนครั้งต่อไปจะมีขึ้นภายในสิ้นเดือนนี้