เหตุผล 5 ข้อที่ มาครง ชนะเลือกตั้ง ปธน.ฝรั่งเศส

นายมาครงซึ่งมีอายุเพียง 39 ปี และมาจากพรรคการเมืองน้องใหม่ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้อย่างไร ? Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายมาครงซึ่งมีอายุเพียง 39 ปี และมาจากพรรคการเมืองน้องใหม่ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้อย่างไร ?

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบชี้ขาดอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกาศออกมาไม่กี่ชั่วโมงหลังการนับคะแนนทั่วประเทศสิ้นสุดลงเผยว่า นายเอ็มมานูเอล มาครง ผู้สมัครฝ่ายเสรีนิยมสายกลาง ได้คะแนนทั้งหมด 20.7 ล้านเสียง เอาชนะนางมารีน เลอ เปน ผู้สมัครฝ่ายชาตินิยมขวาจัดที่ได้คะแนน 10.6 ล้านเสียงไปได้อย่างขาดลอย

ชัยชนะของนายมาครงมาจากการที่ประชาชนเทคะแนนให้กับเขาถึงร้อยละ 66 ซึ่งเหนือกว่านางเลอเปนกว่าครึ่ง แม้จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีเพียง 74% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบครึ่งศตวรรษก็ตาม

มีเหตุปัจจัยหลายประการที่ทำให้นายมาครงสามารถคว้าชัยทางการเมืองครั้งนี้ไปได้ โดยเบ็คกี้ แบรนฟอร์ด ผู้สื่อข่าวการเมืองยุโรปของบีบีซี วิเคราะห์ว่า การที่นายมาครงได้เป็นว่าที่ผู้นำซึ่งมีอายุน้อยที่สุดของฝรั่งเศสนั้น มีสาเหตุอยู่ 5 ประการด้วยกัน

1) โชคช่วย - นายมาครงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สถานการณ์ที่พลิกผันไปอย่างรวดเร็วจนคาดไม่ถึงในระหว่างการรณรงค์หาเสียงนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เขามายืนในจุดสูงสุดได้ การที่นายฟรองซัวส์ ฟิยง และนายเบอนัวต์ อามง ผู้สมัครจากพรรคการเมืองหลักถูกเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการคอร์รัปชันดึงคะแนนนิยมให้ตกต่ำลง ทำให้ผู้ออกเสียงเลือกตั้งที่เคยเป็นฐานเสียงของผู้สมัครสองรายนี้ จำต้องมองหาทางเลือกใหม่ในการเลือกตั้งรอบชี้ขาด

2) มีไหวพริบเฉลียวฉลาด - นายมาครงนั้นมองการณ์ไกล และสามารถมองเห็นโอกาสที่ไม่มีใครมองเห็นมาก่อนได้ เขาไม่ยอมลงเลือกตั้งในนามของพรรคสังคมนิยมทั้งที่สามารถทำได้ เพราะเล็งเห็นแล้วว่าพรรคการเมืองใหญ่ในกระแสหลักจะไม่ได้รับความนิยมจากชาวฝรั่งเศสอีกต่อไป ในขณะที่พรรคการเมืองน้องใหม่ในรูปแบบของขบวนการเคลื่อนไหวกำลังเป็นที่นิยมทั่วยุโรป ทำให้เขาก่อตั้งพรรคอองมาร์ช (เดินหน้า) และประสบความสำเร็จในเวลาอันสั้น

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ การรณรงค์หาเสียงของนายมาครงให้ภาพลักษณ์เชิงบวกที่สดใหม่ ในขณะที่การหาเสียงของนางเลอเปนให้ภาพลักษณ์ในเชิงลบ

3) ริเริ่มกลยุทธ์หาเสียงแบบใหม่ - ทีมงานรณรงค์หาเสียงของนายมาครงนำกลยุทธ์แบบใหม่ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับการเน้นสร้างฐานเสียงรากหญ้าในการเลือกตั้งปี 2008 ของอดีตประธานาธิบดีโอบามามาใช้ โดยให้ทีมงานออกเดินเคาะประตูบ้านถึง 300,000 หลังคาเรือนทั่วประเทศ เพื่อเก็บข้อมูลผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ทั้งยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเวลา 15 นาทีกับผู้ออกเสียง 25,000 คนอีกด้วย ทำให้มีข้อมูลสดใหม่ที่ใช้ในการวางแผนหาเสียงได้ดี และเป็นการติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับฐานเสียงอย่างดีด้วย

4) ส่งสารเชิงบวก - แม้นายมาครงจะมีภูมิหลังเกี่ยวข้องกับกลุ่มอำนาจหลัก เช่นเป็นอดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และเป็น "เด็กสร้าง" ของประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลองด์ แต่เขาก็พยายามแสดงบทบาทด้านตรงข้ามที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มชนชั้นนำ รวมทั้งสร้างความหวังให้กับกลุ่มผู้ออกเสียงส่วนใหญ่ที่เป็นคนระดับล่างด้วย โดยเขาเป็นผู้นำขบวนการรากหญ้า และมีแผนปฏิรูปภาครัฐใหม่ๆ หลายแผนการ ผู้ออกเสียงจำนวนมากมองว่าเขาเป็นคนหนุ่มที่มีพลังผลักดันสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประชาชนทั่วไปได้ และเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวที่ส่งสารเชิงบวกแบบนี้ออกมาลบล้างบรรยากาศที่หดหู่มองโลกในแง่ร้ายของชาวฝรั่งเศสในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้

5) ได้ชิงชัยรอบชี้ขาดกับเลอเปน - การส่งสารเชิงบวกของนายมาครงนั้น ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงกับสารที่ให้ความรู้สึกเชิงลบของนางเลอเปนซึ่งว่าด้วยการต่อต้านทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านผู้อพยพ ต่อต้านสหภาพยุโรป และต่อต้านระบอบของกลุ่มอำนาจหลัก ในขณะที่เวทีหาเสียงของนายมาครงเต็มไปด้วยสีสันสดใสและเสียงเพลงป็อป เวทีหาเสียงของนางเลอเปนกลับมีแต่ผู้คนแสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยว ขว้างปาขวดน้ำและพลุไฟ มีตำรวจรักษาการณ์หนาแน่น การปราศรัยที่เน้นสร้างความหวาดกลัวของนางเลอเปน ยิ่งกลับทำให้ผู้ออกเสียงส่วนใหญ่หวั่นเกรงต่อความไม่แน่นอนไร้เสถียรภาพที่อาจเกิดขึ้นภายใต้การนำของเธอได้ จึงทำให้นายมาครงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าเพื่อสกัดกั้นนางเลอเปนไม่ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำฝรั่งเศส

ข่าวที่เกี่ยวข้อง