ประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งแล้ว

นายมุน เจ อิน ทำพิธีสาบานตนที่อาคารรัฐสภาในกรุงโซล Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายมุน เจ อิน ทำพิธีสาบานตนที่อาคารรัฐสภาในกรุงโซล

นายมุน เจ อิน วัย 64 ปี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนที่ 19 แล้ว โดยมีการทำพิธีสาบานตนที่อาคารรัฐสภาในกรุงโซล เขาให้คำมั่นว่าจะสร้างเกาหลีใต้ให้เป็นประเทศที่มีความเป็นธรรมและเป็นเอกภาพ รวมทั้งมีความตั้งใจจะไปเยือนเกาหลีเหนือในเวลาและสถานการณ์ที่เหมาะสม ตามนโยบายสร้างความปรองดองระหว่างสองเกาหลีของเขา

ผู้นำเกาหลีใต้คนใหม่ยังให้คำมั่นว่า จะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อสร้างสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี โดยเขาพร้อมที่จะเดินทางไปยังสหรัฐฯและญี่ปุ่นในทันทีเพื่อจัดการเรื่องดังกล่าว นายมุนยังบอกว่ามีแผนจะเจรจาอย่างจริงจังกับสหรัฐฯและจีนในเรื่องการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ซึ่งตกเป็นข้อถกเถียงกันในเกาหลีใต้และสร้างความไม่พอใจให้จีนด้วย

นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวแสดงความยินดีกับนายมุน และหวังว่าความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีใต้จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้านทางการจีนและญี่ปุ่นได้ส่งสารแสดงความยินดีกับนายมุนเช่นกัน โดยญี่ปุ่นระบุว่าทั้งสองประเทศต่างกำลังเผชิญความท้าทายจากปัญหาเกาหลีเหนือ แต่เชื่อว่าจะสามารถร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่งในภูมิภาคได้

มีอุปสรรคใดบ้างที่รอผู้นำคนใหม่อยู่ ?

แม้ชัยชนะของนายมุน เจ อิน จะมาจากจำนวนคะแนนเสียงที่ไม่ได้ทิ้งห่างคู่แข่งมากนัก แต่ก็ชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของเกาหลีใต้อย่างยิ่ง ดร. จอห์น นีลส์สัน-ไรท์ นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาด้านกิจการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร (ชัตแธม เฮาส์) บอกกับบีบีซีว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ แสดงว่าความคิดเห็นของประชาชนเกาหลีใต้เริ่มมีแนวโน้มหันเหไปทางฝ่ายซ้ายและเสรีนิยมมากขึ้น หลังจากปล่อยให้กลุ่มการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาปกครองประเทศตลอด 8 ปีที่ผ่านมา

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ผู้นำเกาหลีใต้คนใหม่ทักทายเพื่อนบ้านและกลุ่มผู้สนับสนุน ขณะเดินทางออกจากบ้านพักไปเข้าพิธีสาบานตน

เส้นทางการเมืองของนายมุนนั้นผูกติดอยู่กับขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ และการต่อต้านพฤติกรรมคอร์รัปชันของกลุ่มชนชั้นนำมาโดยตลอด เมื่อสมัยที่เขายังเป็นนักศึกษาก็ได้เป็นแนวหน้าในการประท้วงโค่นล้มผู้นำเผด็จการปัก จอง ฮี บิดาของอดีตประธานาธิบดีปัก กึน เฮ และต่อมาเมื่อประกอบอาชีพเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชน เขายังได้ร่วมงานกับอดีตประธานาธิบดีโนห์ มู เฮียน ต่อต้านรัฐบาลทหารของนายพลชอน ดู ฮวาน อีกด้วย ส่งผลให้ต่อมาเขากลายเป็นคนสนิทและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ในทีมบริหารของนายโนห์ไปโดยปริยาย

ดร. นีลส์สัน-ไรท์ มองว่าการที่นายมุนมีภูมิหลังและนโยบายเช่นนี้ สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของชาวเกาหลีใต้ที่เริ่มไม่พอใจต่อการคอร์รัปชันและการครอบครองผลประโยชน์ฝ่ายเดียวโดยกลุ่มชนชั้นนำฝ่ายขวา รวมทั้งกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ (แชโบล) ซึ่งกระแสความไม่พอใจนี้แสดงออกมาในรูปของการประท้วงใหญ่หลายระลอกเพื่อถอดถอนอดีตประธานาธิบดีปัก กึน เฮ ออกจากตำแหน่ง การที่นายมุนจะยังเป็นที่นิยมของประชาชนต่อไปได้ในระหว่างดำรงตำแหน่งผู้นำ เขาจะต้องดำเนินนโยบายปฏิรูปที่ตอบโจทย์แก่มวลชนกลุ่มนี้

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ นายมุน เจ อิน เดินทางไปยังสุสานแห่งชาติ เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้สละชีพในสงครามและอดีตประธานาธิบดีผู้วายชนม์ ก่อนจะเข้าพิธีสาบานตน

ส่วนอุปสรรคอื่น ๆ ในการบริหารประเทศที่รอนายมุนอยู่ข้างหน้านั้น ดร. นีลส์สัน-ไรท์ บอกว่าได้แก่การที่เขามีเวลาสำหรับการโอนถ่ายอำนาจบริหารสั้นมาก เนื่องจากผู้นำคนเก่าถูกถอดถอนจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน เขาจะต้องรีบจัดการตั้งรัฐบาลผสมเพื่อให้มีเสียงในสภาเหนือกว่าพรรคคู่แข่งฝ่ายอนุรักษ์นิยมคือพรรคเสรีภาพ ซึ่งมีที่นั่งในรัฐสภาอยู่ถึง 35% ทำให้คาดได้ว่าการดำเนินนโยบายปฏิรูปของเขาคงจะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และน่าจะพบกับการต่อต้านจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างหนัก

สำหรับประเด็นปัญหาเกาหลีเหนือนั้น ดร.นีลส์สัน-ไรท์ มองว่า แม้นายมุนจะยืนอยู่ข้างฝ่ายที่ต้องการผูกมิตร เพิ่มความร่วมมือ และดำเนินการเจรจาอย่างสันติกับเกาหลีเหนือ ตามนโยบายตะวันฉาย (Sunshine policy) ที่กลุ่มการเมืองของเขาเคยใช้มาก่อน แต่ข้อจำกัดของสถานการณ์ต่างประเทศในปัจจุบัน อาจทำให้เขาต้องดำเนินนโยบายที่มีต่อเกาหลีเหนืออย่างระมัดระวัง โดยพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของเกาหลีเหนือ และไม่เผชิญหน้าสร้างความบาดหมางกับสหรัฐฯ โดยไม่จำเป็น แม้ฝ่ายซ้ายของเกาหลีใต้จะมีท่าทีต่อต้านการครอบงำของสหรัฐฯมาก่อนก็ตาม