เผยทรัมป์บอกรัสเซียปลดผอ.เอฟบีไอเพื่อลดแรงกดดัน

เอกสารสรุปการประชุมบันทึกว่านายทรัมป์กล่าวถึงนายโคมีย์ว่า "เป็นคนบ้าเสียสติอย่างแท้จริง" Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ เอกสารสรุปการประชุมบันทึกว่านายทรัมป์กล่าวถึงนายโคมีย์ว่า "เป็นคนบ้าเสียสติอย่างแท้จริง"

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานโดยอ้างเอกสารสรุปการประชุมหารือ ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า นายทรัมป์ได้บอกกับฝ่ายรัสเซียถึงเรื่องที่เพิ่งปลดนายเจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่านายโคมีย์เป็น "คนบ้าเสียสติอย่างแท้จริง" ซึ่งทำให้เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักเรื่องสายสัมพันธ์กับรัสเซีย แต่ตอนนี้แรงกดดันดังกล่าว "ถูกขจัดไปแล้ว"

คำพูดของนายทรัมป์ข้างต้น ยิ่งทำให้ข้อสงสัยที่ว่าเขาสั่งปลดผอ.เอฟบีไอเพื่อยุติการสอบสวนเรื่องที่คนสนิทของเขาลอบติดต่อกับรัสเซียนั้นมีน้ำหนักมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาชี้แจงคำพูดของนายทรัมป์ในภายหลังว่า การขจัดแรงกดดันที่ว่านั้นหมายถึงแรงกดดันต่อผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่แรงกดดันต่อตัวนายทรัมป์เอง

"การที่นายโคมีย์ทำให้การสอบสวนเรื่องรัสเซียเป็นเรื่องราวทางการเมืองที่ใหญ่โตขึ้นมา นับว่าสร้างแรงกดดันที่ไม่จำเป็นให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่อความร่วมมือและการเจรจากับรัสเซีย" โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯกล่าว และย้ำว่าการสอบสวนกรณีสายสัมพันธ์กับรัสเซียจะยังคงดำเนินต่อไป โดยการปลดนายโคมีย์ไม่มีผลหยุดยั้งการสอบสวนนี้อย่างแน่นอน

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ทางการรัสเซียเผยภาพการพบหารือระหว่างนายทรัมป์และนายลาฟรอฟที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ

รายงานดังกล่าวมีขึ้นขณะที่นายทรัมป์เริ่มออกเดินทางเพื่อเยือนตะวันออกกลางและยุโรปเป็นเวลา 8 วัน โดยจะเยือนประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นแห่งแรก ต่อด้วยอิสราเอล, ดินแดนปาเลสไตน์, กรุงบรัสเซลล์ของเบลเยียม, นครรัฐวาติกัน และเกาะซิซิลีของอิตาลีเพื่อร่วมการประชุมสุดยอดจี 7 โดยถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกนับแต่เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ด้านหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของนายทรัมป์ กำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในการสอบสวนกรณีที่เชื่อว่ารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อให้นายทรัมป์ได้รับชัยชนะ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวคือใคร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง