ราชวงศ์ญี่ปุ่นเผชิญภาวะหดตัว เสี่ยงไร้รัชทายาทสำรองในอนาคต

เจ้าหญิงมาโกะจะต้องทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์หลังเสกสมรส Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ เจ้าหญิงมาโกะจะต้องทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์หลังเสกสมรส

การที่เจ้าหญิงมาโกะ พระราชนัดดาในสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะแห่งญี่ปุ่น จะทรงหมั้นและเสกสมรสกับนายเค โคมุโระ ชายสามัญชนในปีหน้า แม้จะเป็นข่าวที่น่ายินดี แต่ในอีกทางหนึ่ง การที่เจ้าหญิงต้องทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อมีคู่ครอง และยังมีเจ้าหญิงในพระราชวงศ์ญี่ปุ่นอีกหลายพระองค์อาจต้องทำเช่นเดียวกันในอนาคต ทำให้หลายฝ่ายหวั่นเกรงกันว่าในช่วงเวลา 10-15 ปีข้างหน้า นอกจากเจ้าชายฮิซะฮิโตะ พระอนุชาของเจ้าหญิงมาโกะแล้ว จะแทบไม่มีสมาชิกพระราชวงศ์ที่ยังทรงพระเยาว์เหลืออยู่เพื่อสืบสันตติวงศ์อีกเลย

ศาสตราจารย์กิตติคุณ อิซาโอะ โทะโคะโระ จากมหาวิทยาลัยเกียวโตซังเกียวมองว่า ขณะนี้ดูเหมือนอนาคตของราชวงศ์ญี่ปุ่นจะขึ้นอยู่กับเจ้าชายน้อยฮิซะฮิโตะ พระชนมายุ 10 พรรษา เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้ควรจะเป็นโอกาสให้สังคมญี่ปุ่นได้หันมาทบทวนปฏิรูปกฎการสืบสันตติวงศ์ที่เก่าแก่ล้าสมัย เพื่อให้ราชวงศ์ญี่ปุ่นมีทางเลือกมากขึ้นในเรื่องของรัชทายาท และไม่สูญเสียสมาชิกภายในราชวงศ์ไปมากกว่านี้

ตามกฎของสำนักพระราชวังญี่ปุ่นปี 1947 เจ้าหญิงผู้เสกสมรสกับสามัญชน จะต้องสละฐานันดรศักดิ์และออกไปใช้ชีวิตอยู่นอกวัง โดยจะมีการถวายเงินก้อนหนึ่งเพียงครั้งเดียว (ราว 45 ล้านบาท) แต่หลังจากนั้นเจ้าหญิงและพระสวามีจะต้องทำงานหาเลี้ยงชีพเองเยี่ยงคนทั่วไปโดยต้องจ่ายภาษีด้วย เช่นในกรณีของเจ้าหญิงซายาโกะ พระธิดาในสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะซึ่งเสกสมรสกับนายโยชิกิ คุโรดะ นักวางผังเมือง เมื่อปี 2005

กฎหมายฉบับเดียวกันนี้ยังตัดลดจำนวนพระราชวงศ์ญี่ปุ่นลงอย่างมาก โดยตัดเชื้อพระวงศ์ถึง 11 สาย จากทั้งหมด 12 สาย ออกจากการเป็นพระบรมวงศานุวงศ์เพื่อลดค่าใช้จ่าย ทำให้ไม่เหลือเจ้าชายในพระราชวงศ์ที่บรรดาเจ้าหญิงในปัจจุบันจะสามารถเสกสมรสด้วยได้

การสูญเสียสมาชิกราชวงศ์หญิงไป ยังหมายถึงบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ที่ยังเหลืออยู่ต้องทรงแบกรับพระกรณียกิจต่าง ๆ หนักขึ้น เช่นในกรณีของเจ้าหญิงมาโกะนั้นทรงมีความใกล้ชิดต่อสาธารณชนอย่างมาก โดยทรงเป็นองค์อุปถัมภ์องค์กรการกุศลสองแห่ง เสด็จเยือนต่างประเทศในฐานะผู้แทนพระราชวงศ์ญี่ปุ่นบ่อยครั้ง และทรงเข้าร่วมพระราชพิธีที่สำคัญเป็นประจำ แต่หลังจากทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แล้วจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้อีกต่อไป

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ

ปัจจุบันราชวงศ์ญี่ปุ่นมีสมาชิกอยู่ 19 พระองค์ ในจำนวนนี้ 7 พระองค์เป็นหญิงซึ่งต้องออกไปเป็นสามัญชนเมื่อเสกสมรส อีก 11 พระองค์เป็นคู่สมรส 4 คู่ และเจ้านายที่ครองพระองค์เป็นม่าย 3 พระองค์ ซึ่งทั้งหมดในกลุ่มนี้ล้วนมีพระชนมายุเกินกว่า 50 พรรษาแล้วทั้งสิ้น เท่ากับว่าในอนาคตจะเหลือเพียงเจ้าชายฮิซะฮิโตะพระองค์เดียวที่ต้องแบกรับพระกรณียกิจต่าง ๆ ทั้งเป็นผู้สืบสันตติวงศ์ และต้องมีรัชทายาทให้กับราชวงศ์ญี่ปุ่นต่อไป

ในขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมผ่านร่างกฎหมายเปิดทางให้สมเด็จพระจักรพรรดิทรงสละราชสมบัติได้อยู่นั้น บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์โยมิอุริเสนอว่า ในโอกาสนี้ควรมีการร่างกฎหมายเปิดทางให้พระราชวงศ์หญิงสืบราชสมบัติได้ควบคู่กันไปด้วย เพื่อเป็นมาตรการรักษาจำนวนสมาชิกพระราชวงศ์เอาไว้ แต่หลายฝ่ายเกรงว่าวิธีการนี้จะถูกกลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัดของญี่ปุ่นคัดค้านต่อต้านอย่างหนัก แม้ในอดีตญี่ปุ่นจะเคยมีจักรพรรดิหญิงมาก่อน แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้นั่งบัลลังก์ชั่วคราวเพื่อประวิงเวลารอให้รัชทายาทชายพร้อมขึ้นครองราชย์ต่อไปเท่านั้น

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เจ้าชายฮิซะฮิโตะกับพระบิดาและพระมารดา ขณะเสด็จไปโรงเรียนวันแรกเมื่อปี 2013

ศาสตราจารย์เคน รูออฟ จากศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา มหาวิทยาลัยพอร์ตแลนด์สเตทบอกว่า แนวคิดการสืบสันตติวงศ์ด้วยจักรพรรดิชายโดยไม่ขาดตอนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจความเป็นญี่ปุ่นที่กลุ่มชาตินิยมยึดถืออย่างเหนียวแน่น ถึงขั้นที่หากต้องมีจักรพรรดิหญิงแล้ว จะถือว่าญี่ปุ่นสิ้นสุดความเป็นชาติลงเลยทีเดียว

เมื่อหลายปีก่อนเคยมีการพูดกันถึงหนทางแก้ไขกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้เจ้าหญิงไอโกะ พระธิดาพระองค์เดียวในมกุฎราชกุมารนารุฮิโตะขึ้นครองราชย์ได้ แต่ก็พบกับการต่อต้านจากฝ่ายขวาอย่างหนัก ส่วนบรรดานักการเมืองเลิกอภิปรายเรื่องดังกล่าวไปเมื่อเจ้าชายฮิซะฮิโตะประสูติ ด้านนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนั้นก็เป็นฝ่ายขวาที่มีท่าทีว่าไม่เห็นด้วยกับการเปิดทางให้สตรีขึ้นครองราชย์

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ซึ่งจัดทำโดยเกียวโดนิวส์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ชี้ว่าร้อยละ 86 เห็นด้วยที่จะเปิดทางให้มีพระราชวงศ์หญิงขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิได้ และร้อยละ 56 เห็นด้วยที่จะเปิดให้มีการสืบราชสมบัติโดยสืบสายเลือดทางฝ่ายหญิงได้ ซึ่งกระแสนิยมของประชาชนอาจมีผลผลักดันการเปลี่ยนแปลงกฎการสืบสันตติวงศ์ได้บ้าง นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ฟื้นฟูฐานะของเชื้อพระวงศ์สายที่ถูกตัดขาดออกไปก่อนหน้านี้กลับคืนมา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอีกทางหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ด้วย