ทรัมป์จะทำให้เกิดนโยบาย "จ่ายค่าจ้างช่วงลาคลอด" ได้หรือไม่?

ทรัมป์ Image copyright Getty Images

งบประมาณสำหรับปี 2018 ที่เสนอโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเป็นครั้งแรกที่มีนโยบายจากรัฐบาลกลางที่ให้จ่ายค่าจ้างช่วงลาคลอดบุตร แต่มันจะเป็นนโยบายที่ครอบคลุมมากน้อยเพียงใด?

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วเพียงประเทศเดียวในโลกที่ยังไม่มีนโยบายการจ่ายค่าจ้างให้พ่อแม่มือใหม่ช่วงลาคลอด ซึ่งมีอีกเพียง 8 ประเทศในโลก เช่น ปาปัวนิวกินี ซูรินาม และตองกา ที่ยังไม่มีนโยบายนี้เช่นกัน

รัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐนิวเจอร์ซีย์ และรัฐโรดไอแลนด์ ต่างก็มีระบบการให้ค่าจ้างประเภทดังกล่าวที่สนับสนุนโดยรัฐ ส่วนรัฐนิวยอร์คและดิสตริกต์ออฟโคลัมเบีย มีนโยบายดังกล่าวแต่ยังไม่ได้เริ่มใช้ในทางปฏิบัติ รัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกายังไม่มีการคุ้มครองในเรื่องนี้

นโยบายดังกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์จะขัดกับทิศทางของพรรครีพับลิกันอย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งนี่จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา มีการรายงานอย่างแพร่หลายว่า นี่เป็นผลมาจากการยืนกรานของ อิวานกา ทรัมป์ ลูกสาวของเขา โดยแนวคิด "ผู้หญิงทำงาน" เป็นจุดสำคัญของการเริ่มต้นบทบาททางการเมืองของเธอ

Image copyright Getty Images

"นี่เป็นครั้งแรกที่นักการเมืองใหญ่จากฝ่ายรีพับลิกันให้ความสำคัญกับการให้ค่าจ้างระหว่างลาคลอดกับพ่อแม่มือใหม่ มันเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่" คริสโตเฟอร์ รูห์ม อาจารย์ด้านนโยบายสาธารณะและเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย บอกกับบีบีซีผ่านทางอีเมล

นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สิทธิประโยชน์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในการเสนองบประมาณปี 2018 ในขณะที่โครงการบริการด้านสังคมอื่น ๆ ถูกตัดงบออกไปหลายพันล้านดอลลาร์

"มันค่อนข้างจะแปลก แทบจะเป็นโครงการที่เกี่ยวกับเรื่องครอบครัวเดียวจากงบประมาณทั้งหมด โครงการบริการด้านสังคมอื่น ๆ ถูกยกเลิกหมด" อิซาเบล ซอว์ฮิล นักวิชาการอาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์ศึกษาที่สถาบันบรูกกิ้งส์และ รองผู้อำนวยการของสํานักงานบริหารและงบประมาณในรัฐบาลคลินตัน

ในฐานะที่นี่เป็นนโยบายเด่นที่สามารถได้รับความนิยมจากผู้สนับสนุนทั้งฝ่ายพรรครีพับลิกันและเดโมแครต นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์นี้จะจัดการอะไรบ้าง?

นโยบายนี้จะทำงานอย่างไร?

โครงการนี้จะทำให้พ่อแม่มือใหม่ รวมไปถึงผู้ที่รับอุปการะบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง ได้รับเงินค่าจ้าง 6 สัปดาห์ แม้ว่าจะเป็นข้อบังคับทั่วประเทศ แต่ละรัฐจะเป็นผู้บริหารจัดการให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวเอง

"ข้อเสนอนี้จะให้อิสระแต่ละรัฐในการจัดตั้งโครงการให้ค่าจ้างระหว่างลาคลอดตามความเหมาะสมของแรงงานและสภาพเศรษฐกิจของแต่พื้นที่" ข้อเสนอนโยบายระบุ

นี่หมายความว่า งบประมาณของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เผยรายละเอียดเท่าไหร่นัก

"คุณเห็นแค่โครงกระดูก แต่ไม่เห็นว่าข้างในคืออะไร ไม่รู้ว่าท้ายที่สุด มันจะทำงานอย่างไร" อาพาร์นา มาเธอร์ นักวิชาการประจำด้านโนบายเศรษฐศาสตร์ศึกษาที่สถาบันองค์กรสหรัฐอเมริกา (American Enterprise Institute) "นี่ไม่ได้คืบหน้าไปกว่าตอนที่พวกเขาหาเสียงเลย พวกเขามีเวลาหลายเดือนที่จะคิดเรื่องนี้"

เงินที่จะจ่ายให้พ่อแม่จะมาจากโครงการประกันการว่างงานของแต่ละรัฐ ตามหลักการแล้ว พ่อแม่มือใหม่จะสมัครเข้าโครงการด้วยวิธีเดียวกันกับคนว่างงานทั่วไป เงินทุนสำหรับโครงการประกันการว่างงานจะมาจากรัฐและภาษีของผู้ประกอบการ

การควบคุมของแต่ละรัฐจะทำให้เงื่อนไขของการจ่ายค่าจ้างช่วงลาคลอดแก่พ่อแม่แตกต่างกันออกไป เช่น จำนวนเงินที่จะได้ ผู้มีสิทธิที่จะได้ และวิธีสมัคร อย่างไรก็ตามในการเสนอนโยบายนี้ไม่ได้บอกถึงรายละเอียดใด ๆ เหล่านี้

มาเธอร์กล่าวว่า คนในนิวยอร์กจะมีสิทธิ์ขอรับสวัสดิการว่างงานก็ต่อเมื่อแสดงได้ว่ามีรายได้ 1,900 ดอลลาร์ในช่วงเวลา 3 เดือน แต่ในแคลิฟอร์เนีย เกณฑ์ดังกล่าวอยู่ที่ 1,300 ดอลลาร์ ซึ่งหากมีการนำหลักเกณฑ์ใดหลักเกณฑ์หนึ่งมาใช้ ก็จะหมายความว่าพ่อแม่มือใหม่ทั้งหมดจะสามารถสมัครขอใช้สิทธิ์นี้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับการอนุมัติ

"นี่ไม่ใช่รูปแบบการเข้าถึงบริการที่สร้างความมั่นใจนักสำหรับคนทั่วประเทศ" มาเธอร์กล่าว ในขณะที่รูห์ม ระบุว่า "บางรัฐอาจจะพร้อมรับนโยบายนี้ แต่ไม่ใช่สำหรับรัฐส่วนใหญ่"

นโยบายจะได้เงินทุนมาจากไหน?

แผนของงบประมาณจะใช้เงิน 18.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดช่วงเวลา 10 ปี โดยเงิน 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะมาจากการปราบการทุจริตในระบบ ส่วนเงินอีก 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะมาจากโครงการที่จะช่วยให้คนได้งานทำและเลิกพึ่งพาสวัสดิการคนว่างงาน อย่างไรก็ตาม อิซาเบล ซอว์ฮิลบอกว่าไม่มั่นใจเรื่องตัวเลขเหล่านี้เท่าไหร่นัก

"เราพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรจะเสียมานานแล้ว และถ้ามันทำง่ายเช่นนั้นจริง ปัญหาคงจบไปแล้ว เราจะช่วยให้คนหางานได้เร็วขึ้นหรือ? โอเค ดี แต่ทำอย่างไรล่ะ?" ซอว์ฮิลกล่าว

เงินที่เหลือจำนวน 1.3 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ จะมาจากการเก็บภาษีผู้ประกอบการ

"รัฐบาลกลางจะไม่ได้เป็นฝ่ายที่ขึ้นภาษี และนี่อาจจะทำให้รับมือได้ง่ายขึ้น" มาร์ค โกล์ดเวน รองประธานอาวุโสของคณะกรรมการดูแลงบประมาณของรัฐบาลกลาง (Committee for a Responsible Federal Budget)

แต่กองเงินทุนของหลาย ๆ รัฐกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แย่ ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริการะบุว่า มีเพียง 21 รัฐเท่านั้นที่อยู่ในสถานะที่พอจะชำระหนี้ได้

Image copyright Getty Images

นโยบายนี้เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับของประเทศอื่น ๆ?

แผนของสภาคองเกรสที่ผ่านมา รวมถึงแผนจากการหาเสียงของนางฮิลลารี คลินตัน สัญญาว่าจะจ่ายค่าจ้าง 12 เดือน แก่ผู้ใช้สิทธิ์ลาคลอดบุตร แต่นั่นก็ยังดูน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ องค์กรแรงงานนานาชาติแนะนำว่าต้องให้ค่าจ้างอย่างน้อย 14 สัปดาห์ ประเทศแคนาดาและสวีเดนให้อย่างน้อย 26 สัปดาห์ ในขณะที่ญี่ปุ่นให้ 1 ปีเต็ม แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ซอว์ฮิล กล่าวว่า มีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าการลาคลอดบุตรเช่นนี้จะทำให้ผู้หญิงไม่อยากกลับมาทำงานอีก

"ถ้าทางรัฐสามารถทำให้นโยบายบางข้อเป็นจริงได้ ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย" มาเธอร์กล่าว "สิ่งที่น่ากังวลก็คือ รัฐจะมองว่านี่เป็นคำสั่งที่ไม่มีทุนสนับสนุน และก็จะไม่เข้ามามีส่วนร่วมเลย ถ้าเป็นเช่นนั้น โครงการก็จะไม่ก้าวหน้าไปไหน"

ด้าน เบ็ตซี สตีเวนสัน รองศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะและเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนเชื่อว่า การเสนอนโยบายนี้ยังมีจุดเสียมากเกินไปที่จะมองว่ามันเป็นก้าวแรกที่ดี

"มันจะเป็นความผิดพลาดถ้าเราลงเอยด้วยนโยบายนี้ เพราะมันจะเป็นการยากถ้าเราจะปรับแก้อะไรใหม่ในอนาคต" เบ็ตซี กล่าว

"อนาคตสำหรับนโยบายนี้ยังไม่แน่นอน แต่มันจะได้รับความนิยมจากทั้งพรรคเดโมแครต ที่พยายามจะต่อต้านแผนการของทรัมป์ และฝ่ายรีพับริกันที่มักจะต่อต้านอะไรก็ตามที่ถูกมองว่าเป็นการออกคำสั่งของรัฐบาลกลางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง