มหาเศรษฐีไฮเทคต่างเตรียมการรับวันสิ้นโลก จริงหรือ?

หน้ากากกันแก๊สพิษ Image copyright AFP

การที่ใครสักคนจะลุกขึ้นมาสร้างหลุมหลบภัย ขุดบังเกอร์ หรือกักตุนเสบียงอาหารพร้อมอาวุธครบมือเอาไว้ในตอนนี้ เพื่อเตรียมรับเหตุฉุกเฉินในกรณีที่โลก เกิดภัยพิบัติ หรือเกิดการจลาจลครั้งใหญ่จนสังคมและอารยธรรมมนุษย์ล่มสลายนั้น แม้จะดูเป็นเรื่องของคนเพี้ยน ๆ หรือหวาดระแวงเกินเหตุอยู่สักหน่อย แต่ใครจะทราบว่า บรรดามหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยจากกิจการไอทีและเทคโนโลยีล้ำสมัยหลายคน ต่างพากันกว้านซื้อที่ดินในทำเลที่เหมาะสม เพื่อสร้างสถานที่หลบภัยส่วนตัวที่ทั้งหรูหรา และไฮเทค เตรียมเอาไว้แล้ว

มีรายงานว่านายบิล เกตส์ อภิมหาเศรษฐีพันล้านผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ มีบังเกอร์หลบภัยใต้ดินในพื้นที่ส่วนตัวของเขา ทั้งที่รัฐวอชิงตันและรัฐแคลิฟอร์เนีย ส่วนนายทิม ชาง ผู้อำนวยการบริหารของเมย์ฟีลด์ ฟันด์ บริษัทด้านการลงทุนเพื่อแสวงกำไรในกิจการความเสี่ยงสูง ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กเกอร์ว่า เขาสะสมอสังหาริมทรัพย์ ไว้หลายแห่ง เพื่อจะได้มีที่ปลอดภัยและสะดวกสบายไว้อยู่ในเวลาที่ต้องการ

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ มีรายงานว่านายบิล เกตส์ มีบังเกอร์หลบภัยใต้ดินหลายแห่ง

ด้านนายสตีฟ ฮัฟฟ์แมน ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานผู้บริหารของ Reddit สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดัง แสดงทัศนะในเชิงเดียวกันว่า เขาตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ ด้วยเลเซอร์ (เลสิค) เพราะในอนาคตหากเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์แบบวันสิ้นโลกจริง การจะหาคอนแทคเลนส์หรือเลนส์แว่นสายตาให้ได้สักคู่นั้นคงจะเป็นเรื่องยากทีเดียว

การที่บรรดามหาเศรษฐีมีแนวคิดโน้มไปในทางเตรียมการเพื่อรับวันสิ้นโลกเหมือนกันเช่นนี้ แสดงว่าพวกเขารู้อะไรที่คนทั่วไปไม่ทราบกันอยู่หรือไม่ ? ผู้สื่อข่าวบีบีซีมีโอกาส ได้พูดคุยกับนายอันโตนิโอ การ์เซีย มาร์ติเนซ อดีตผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊กในเรื่องนี้ ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นายมาร์ติเนซซื้อที่ดินบนเกาะซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง เมืองแวนคูเวอร์ของแคนาดากับนครซีแอตเทิลของสหรัฐฯเอาไว้ ทั้งยังเตรียมกักตุนแผงเซลล์สุริยะ เครื่องปั่นไฟ เครื่องกระสุนจำนวนมากรวมทั้งขุดบ่อน้ำบาดาลบนเกาะเอาไว้ด้วย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ บังเกอร์หลบภัยที่ดูทันสมัยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกกว่าที่เห็นในภาพเป็นทางเลือกที่นิยมในหมู่มหาเศรษฐี

"เศรษฐีด้านเทคโนโลยีหลายคนมองว่า สังคมโลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวิทยาการไปอย่างมาก ซึ่งหลายคนยังมองความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ออก แต่สภาพการทำงานในซิลิคอนแวลลีย์ทำให้พวกเขามองออกล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน พวกเขาใช้ชีวิตเสมือนอยู่ในอนาคต" นายมาร์ติเนซกล่าว "พวกเขารู้ว่า ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแทนที่แรงงานคนเกือบครึ่งในสหรัฐฯ ภายใน 20-30 ปีข้างหน้านี้ การว่างงานในระดับมหาศาล อาจทำให้เกิดความไม่พอใจและเหตุจลาจลครั้งใหญ่ ซึ่งผู้ที่เล็งเห็นว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ย่อมต้องเตรียมหาที่หลบภัยให้กับตนเองอยู่แล้ว"

ทางเลือกซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่มหาเศรษฐี ก็คือบังเกอร์หลบภัยที่ตกแต่งอย่างหรูหราพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสระว่ายน้ำ โรงภาพยนตร์ ยิมออกกำลังกาย ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้ เกราะกำบังที่สามารถต้านทานการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ได้ โดยบริษัทเซอร์ไววัล คอนโด (Survival Condo ) ของสหรัฐฯเผยว่า รับก่อสร้างบังเกอร์หรูแบบนี้ในสนนราคา สูงสุดแห่งละ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 136 ล้านบาท) โดยหลังจากที่มีข่าวภัยพิบัติระดับโลกในแต่ละครั้ง จะมีลูกค้าที่สนใจติดต่อเข้ามาเสมอ ซึ่งทางบริษัทได้แนวคิด ในการก่อสร้างบังเกอร์หรูแบบนี้ หลังเกิดเหตุวินาศกรรม 11 กันยายนขึ้น

Image copyright Survival Condos Project

ทางบริษัทเผยว่า ขณะนี้กำลังมีการก่อสร้างโครงการ "ไทรเดนท์ เลค" (Trident Lake) ซึ่งเป็นหมู่บ้านบังเกอร์หลบภัยพร้อมรีสอร์ทหรูแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัส โดยโฆษณาว่า เป็นสถานที่พักผ่อนและให้ความบันเทิงระดับ 5ดาว ซึ่งมีระบบระวังภัยนิวเคลียร์และเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติในระดับสูงสุดตามเกณฑ์ของกองทัพสหรัฐฯ (DEFCON-1) โดยหมู่บ้านนี้จะมีพนักงานรักษาความปลอดภัยติดอาวุธคุ้มกันอยู่โดยรอบ สามารถเข้าถึงได้ด้วยเฮลิคอปเตอร์ ทั้งยังมีสนามกีฬา สนามกอล์ฟและสนามโปโลอยู่ด้วย

การลุกฮือก่อจลาจลทั่วโลก อันเนื่องมาจากความไม่พอใจจากอัตราการว่างงานสูง รวมทั้งช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยที่นับวันจะยิ่งห่างไกลกันมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป โดยสถิติล่าสุดในสหราชอาณาจักรชี้ว่า คนที่รวยที่สุด 1% ของประเทศ ครอบครองทรัพย์สินมากกว่าคนจนที่สุด 20% ของประเทศถึง 20 เท่า ส่วนในสหรัฐฯนั้น โอกาสในการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมไม่ได้ดีไปกว่ากัน โดยปัจจุบันคนรวยที่สุด 1% มีทรัพย์สินมากกว่าคนจนที่สุด 50% ถึงกว่า 80 เท่า ส่วนเมืองที่ร่ำรวยอย่างนครซานฟรานซิสโก กลับมีจำนวนคนไร้บ้านในอัตราที่สูงกว่าเมืองอื่น ๆเป็นส่วนใหญ่

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ มหาเศรษฐีบางคนเลือกทำเลสิคเผื่อว่าหากเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์แบบวันสิ้นโลกจริง การจะหาคอนแทคเลนส์หรือเลนส์แว่นสายตาคงเป็นไปได้ยาก

"สิ่งเหล่านี้จะผลักดันให้เกิดการแบ่งขั้วเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง ทั้งเรายังมีโซเชียลมีเดียที่คอยทำให้ผู้คนกลายเป็นพวกชอบหาเรื่องเอะอะโวยวายไปเสียหมด ผลลัพธ์ที่จะออกมาในอนาคตจะไม่สู้สดใสนัก ทั้งเหตุจลาจลและสงครามกลางเมืองก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น" นายมาร์ติเนซกล่าว

"แต่ก็น่าตลกที่ผู้คนคงจะอดมองกันไม่ได้ว่า ดูพวกเศรษฐีเทคโนฯ และเศรษฐีโซเชียลมีเดียพวกนั้นสิ พวกมันเป็นตัวการทำลายตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำลายจิตวิญญาณทางการเมืองแบบประชาธิปไตย แล้วพอเกิดหายนะขึ้น พวกมันยังจะพากันหนีเอาตัวรอดซะอีก" นายมาร์ติเนซกล่าวทิ้งท้าย