พบรอยร้าวบนผืนน้ำแข็งแอนตาร์กติกายาวขึ้นจนใกล้แตกออก

กราฟฟิกแสดงรอยแยกบนแผ่นน้ำแข็ง

นักวิทยาศาสตร์ชี้รอยร้าวขนาดใหญ่บนผืนน้ำแข็งลาร์เซนซี ในทวีปแอนตาร์กติกาขยายตัวออกอีก 16 กิโลเมตร เสี่ยงต่อการแตกตัวออกไปในที่สุด

ศ.เอเดรียน ลัคแมน จากมหาวิทยาลัยสวอนซี อธิบายว่า รอยร้าวบนผืนน้ำแข็งดังกล่าว กำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจน โดยแยกไปทางขวาเข้าใกล้ขอบแผ่นน้ำแข็ง ทำให้ขณะนี้เหลือระยะทางอีกเพียง 13 กิโลเมตร ก็จะถึงปลายสุดของแผ่นน้ำแข็ง โดยรอยร้าวดังกล่าวเป็นสัญญาณเสี่ยงจะทำให้แผ่นนัำแข็งแตกตัวออกไปและกลายสภาพเป็นภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ขณะนี้รอยแยกบนผืนน้ำแข็ง มีความยาวรวม 200 กิโลเมตร ตามแนวขอบของผืนน้ำแข็งพื้นที่ 5,000 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1 ใน 4 ของขนาดแคว้นเวลส์ โดยรอยร้าวที่ยาวขึ้นนี้ คาดว่าเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 25-31 พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ดาวเทียมเซนเทนเนียล-1 ของสหภาพยุโรปโคจรผ่านครั้งล่าสุด ซึ่งได้บันทึกภาพรอยแยกนี้ไว้

หลังรอยแยกของชั้นน้ำแข็งลาร์เซ็น ซี เริ่มมีความเคลื่อนไหวเล็กน้อยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก็ได้เข้าสู่ภาวะคงตัวไม่ขยายออกไปอีก เนื่องจากรอยแยกได้ไปถึงชั้นน้ำแข็งส่วนที่มีเนื้อน้ำแข็งนิ่มและยืดหยุ่น แต่อย่างไรก็ตาม รอยแยกที่ว่าคงตัวอยู่ได้ไม่นาน และได้ขยายยาวขึ้นอีกเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยปลายรอยแยกได้แตกออกเป็นง่าม และมีรอยแยกสาขาที่เกิดขึ้นใหม่เป็นแนวยาวออกไปทางมหาสมุทร

เมื่อน้ำแข็งแตกออกจากกัน ภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาก้อนใหม่นี้ มีแนวโน้มที่จะถูกพัดออกห่างจากผืนน้ำแข็งหลัก ซึ่ง ศ.ลัคแมน อธิบายว่า กระบวนการดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะในทะเลเวดเดลเต็มไปด้วยภูเขาน้ำแข็ง อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับกระแสน้ำและคลื่นลมในทะเลอีกด้วย

Image copyright NASA

การที่แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่แตกออกจะทำให้พื้นที่ของชั้นน้ำแข็งลาร์เซน ซี หายไปกว่าร้อยละ 10 ขณะที่ผลการวิจัยก่อนหน้านี้ ของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสวอนซีชี้ว่า การสูญเสียพื้นที่ดังกล่าวจะทำให้โครงสร้างของชั้นน้ำแข็งมีความมั่นคงแข็งแกร่งลดลง

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังกังวลว่า แผ่นน้ำแข็งลาร์เซน ซี จะเผชิญกับปรากฏการณ์คล้ายกันกับแผ่นน้ำแข็งลาร์เซน เอ และลาร์เซน บี ทางตอนเหนือ ซึ่งแผ่นน้ำแข็งที่ค่อยๆ แตกออกทีละนิดก่อนหน้านี้ จะนำไปสู่การแตกตัวของผืนน้ำแข็งทั้งหมดในที่สุด