ฮิวแมนไรท์ร้องไทยสอบสวนกรณีชายปากีสถานเสียชีวิตในห้องกัก

นายอิยาซ มาซิห์ ชาวปากีสถาน Image copyright British Pakistani Christian Association
คำบรรยายภาพ สมาคมชาวคริสเตียนปากีสถานในอังกฤษระบุว่านายอิยาซ มาซิห์ ผู้ต้องกักชาวปากีสถาน เคยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเมื่อเดือนตุลาคม 2016

ฮิวแมนไรท์วอทช์ ออกแถลงการณ์การในวันนี้ (3 มิ.ย.) โดยเรียกร้องให้ทางการไทยสอบสวนอย่างเร่งด่วน กรณีการเสียชีวิตของชายชาวปากีสถานในสถานกักตัวคนต่างด้าว เพื่อยุติการกักตัวโดยไม่มีเวลากำหนดต่อผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง

นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ของฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวว่า การเสียชีวิตของอิยาซ มาซิห์ควรถือเป็นสัญญาณเตือน เพื่อให้ยุตินโยบายอันเป็นการปฏิบัติมิชอบในการควบคุมตัวผู้แสวงหาที่พักพิง ซึ่งอยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบคำขอสถานะผู้ลี้ภัย

ขณะเดียวกัน นายอดัมส์กล่าวตำหนิทางการไทยว่า กำลังทำให้ผู้ต้องการความคุ้มครองในฐานะผู้ลี้ภัย ต้องตกอยู่ใต้ความเสี่ยงอย่างยิ่ง ด้วยการควบคุมตัวพวกเขาในสภาพที่เลวร้ายในสถานกักตัวคนต่างด้าว

นายมาซิห์ ชาวปากีสถานซึ่งนับถือศาสนาคริสต์วัย 36 ปี ได้เกิดอาการหัวใจวายระหว่างอยู่ในสถานกักตัวคนต่างด้าวที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นเขาถูกควบคุมตัวที่นี่มากว่าหนึ่งปีในข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UN High Commissioner for Refugees - UNHCR) ปฏิเสธคำขอสถานะผู้ลี้ภัยของเขาหนึ่งวันก่อนหน้านี้ เขาเสียชีวิตไม่นานหลังถูกนำตัวไปถึงโรงพยาบาลตำรวจ

ในแถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า นายมาซีห์เป็นหนึ่งในชาวปากีสถานซึ่งนับถือศาสนาคริสต์หลายร้อยคน ซึ่งอ้างว่าถูกคุกคามระหว่างอยู่ในปากีสถาน และสุดท้ายต้องมาถูกควบคุมตัวในสถานกักตัวคนต่างด้าว อันมีสภาพเลวร้ายในประเทศไทย โดยทางการไทยปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งไม่มีสิทธิใด ๆ รวมทั้งผู้ที่เป็นผู้แสวงหาที่พักพิง และผู้ที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ในปากีสถาน ชนกลุ่มน้อยทางศาสนาต้องเผชิญการเลือกปฏิบัติ ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นศาสนา และถูกคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการโจมตีอย่างรุนแรง

ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ตามกฎหมายไทย ผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายทุกคนรวมทั้งที่เป็นเด็ก ผู้แสวงหาที่พักพิง และผู้ลี้ภัยซึ่งได้รับสถานะแล้ว อาจถูกจับกุมและควบคุมตัวในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ สถานกักตัวคนต่างด้าวหลายแห่งในประเทศไทยมีสภาพแออัดยัดเยียดอย่างมาก มีอาหารที่จัดให้ไม่เพียงพอ การระบายอากาศไม่ดี และไม่สามารถเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลและบริการที่จำเป็นอื่น ๆ ผู้ถูกควบคุมตัวถูกกักตัวอยู่ในห้องขังขนาดเล็กคล้ายกรงขัง แทบไม่มีที่ให้สำหรับนั่ง อย่าว่าแต่จะนอน เด็กมักจะถูกขังรวมกับผู้ใหญ่

ฮิวแมนไรท์วอทช์ ยังระบุอีกว่า มีรายงานมาเป็นเวลานานว่า สถานกักตัวคนต่างด้าวในประเทศไทยมีสภาพไม่สอดคล้องอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับมาตรฐานระหว่างประเทศ แต่รัฐบาลไทยไม่ได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่ร้ายแรงดังกล่าว

Image copyright NICOLAS ASFOURI/AFP/GETTY IMAGES

ฮิวแมนไรท์วอทช์ได้จัดทำรายงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับการกักตัวคนเข้าเมืองที่เป็นเด็กเมื่อปี 2557 และรายงานการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัย รวมทั้งการควบคุมตัวผู้ลี้ภัยในเขตเมืองเมื่อปี 2555 ซึ่งชี้ให้เห็นข้อบกพร่องเหล่านี้ นอกจากจะต้องยุติการควบคุมตัวผู้แสวงหาที่พักพิง รัฐบาลไทยยังควรจัดให้มีทางเลือกอื่นนอกจากการควบคุมตัว ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้อย่างได้ผลในประเทศอื่น ๆ รวมทั้งการมีศูนย์รับรองคนเข้าเมืองแบบเปิด และมาตรการปล่อยตัวบุคคลอย่างมีเงื่อนไข

ยูเอ็นเอชซีอาร์ ไม่ขอออกความเห็น

ด้านน.ส. ฮันนาห์ แมคโดนัลด์ ฝ่ายกิจการสัมพันธ์ของยูเอ็นเอชซีอาร์ในประเทศไทย เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ยูเอ็นเอชซีอาร์ไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธเกี่ยวข้องกับกรณีส่วนบุคคลใดๆ ที่ยื่นคำร้องขอลี้ภัยกับทางองค์กรได้ ด้วยเหตุผลเพื่อรักษาความลับและปกป้องผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

แต่หากจะกล่าวโดยภาพรวมแล้ว การกักตัวบุคคลใดก็ตามที่อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง ถือเป็นอำนาจความรับผิดชอบของทางการไทย

ขณะที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ทั่วโลก ยังคงรักษาจุดยืนตามอนุสัญญา ค.ศ. 1951 ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 (1951 Refugee Convention) และไม่มีกฎหมายรับรองสถานะของผู้ลี้ภัย และไม่ได้กำหนดขั้นตอนปฏิบัติในการประเมินการขอรับสิทธิที่จะมีที่พักพิง เนื่องจากไม่มีขั้นตอนเกี่ยวกับการขอรับสิทธิที่จะมีที่พักพิง รัฐบาลไทยจึงควรเคารพต่อเอกสารที่ทาง UNHCR ออกให้กับบุคคลในความห่วงใย และหลีกเลี่ยงไม่ควบคุมตัวบุคคลซึ่งอยู่ระหว่างการขอรับความคุ้มครองระหว่างประเทศ

ตม. ปฏิเสธ ชายปากีสถานหัวใจวายในห้องกัก

พ.ต.อ.ชูฉัตร ธารีฉัตร รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กล่าวบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. โดยยืนยันว่านายอิยาซ มาซิห์ ชาวปากีสถาน เสียชีวิตที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 พ.ค. เวลาประมาณ 17.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายมาซิห์เกิดอาการแน่นหน้าอก เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

พ.ต.อ.ชูฉัตร ไม่ได้ระบุว่านายมาซิห์เสียชีวิตในเวลาใด ขณะเดียวกันยืนยันว่าในช่วงเวลาที่ผู้ถูกกักมีอาการแน่นหน้าอก ได้มีพยาบาลอาสาดูแลอยู่ ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตถูกกักตัว ในห้องกักของ ตม.มาแล้ว 1 ปี และได้แจ้งเหตุเสียชีวิตต่อสถานทูตปากีสถานแล้ว

ขณะที่นายวิลสัน เชาดรี ประธานสมาคมชาวคริสเตียนปากีสถานของอังกฤษ เปิดเผยกับบีบีซีไทยในกรุงลอนดอนว่า ได้พบและพูดคุยกับชาวปากีสถานที่ถูกกักตัวอยู่ใน ห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ในกรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายมาซิห์ โดยได้รับคำยืนยันจากผู้เห็นเหตุการณ์ 15 คน ว่านายมาซิห์เสียชีวิตในระหว่างการถูกกักตัวอยู่ในห้องกักของ สตม.

นายเชาดรี กล่าวว่านายมาซิห์ ซึ่งเป็นชาวคริสต์ ได้หลบหนีออกจากปากีสถานเพื่อขอลี้ภัยในประเทศไทย แต่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนปีที่แล้ว และถูกกักตัวอยู่ในห้องกักของ สตม. โดยเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ในขณะที่เจ้าหน้าที่สั่งให้ผู้ถูกกักตัวออกกำลังกายในช่วงเช้า นายมาซิห์ ซึ่งมีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว ได้มีอาการเจ็บหน้าอกในลักษณะเดียว กับอาการเริ่มต้นของหัวใจล้มเหลว ผู้ถูกกักตัวคนอื่นเล่าให้นายเชาดรีฟังว่านายมาซิห์ได้ร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่ได้รับความสนใจ กระทั่งเสียชีวิตในเวลา 16.30 น. วันเดียวกัน

Image copyright British Pakistani Christian Association
คำบรรยายภาพ นายวิลสัน เชาดรี ประธานสมาคมชาวคริสเตียนปากีสถานของอังกฤษ (คนกลาง)

ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าให้นายเชาดรีฟังอีกว่า ในที่สุดเจ้าหน้าที่ สตม.ได้โทรศัพท์แจ้งหน่วยฉุกเฉินและนำนายมาซิห์ไปยังโรงพยาบาล ซึ่งจากการชันสูตรพบว่า เขาเสียชีวิตจากอาการหัวใจล้มเหลว ซึ่งนายเชาดรี กล่าวกับบีบีซีไทยว่านายมาซิห์เสียชีวิตภายในห้องกักของ สตม.มิใช่เสียชีวิตที่โรงพยาบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปัจจุบันมีผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์หนีออกมาจากปากีสถานมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความหวาดกลัวการใช้ความรุนแรงที่ทวีขึ้นในแผ่นดินมุสลิมบ้านเกิด คนหลายพันเดินทางไปยังเมืองไทยซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก โดยมองว่าไทยเป็นเพียงทางเลือกที่ปลอดภัยทางเลือกเดียว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของปากีสถานไม่เสนอให้ที่พักพิง เพราะตกอยู่ในความรุนแรงหรือห้วงสงคราม ครอบครัวชาวปากีสถานเดินทางมายังกรุงเทพฯ โดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว และกลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้ขอลี้ภัยกลุ่มใหญ่เป็นอันดับ ที่สองในไทย แต่เพราะไทยไม่รับผู้ขอลี้ภัยคนเหล่านี้หลายคนซึ่งรวมทั้งเด็ก ๆ จึงต้องถูกกักตัวอยู่ในไทย