เจาะเนื้อหาข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

Image copyright AP
คำบรรยายภาพ ผู้นำโลกชื่นชมข้อตกลงที่ผ่านความเห็นชอบเมื่อปี 2015

เนื้อหาของข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ภาพรวม

นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่โลกมีข้อตกลงซึ่งครอบคลุมเกือบ 200 ประเทศ ให้อยู่ภายใต้กรอบเดียวกันเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยทั้งหมดเห็นด้วยกับความจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ก่อนหน้านี้ โลกมีพิธีสารเกียวโต เมื่อปี 1997 ซึ่งกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้วจำนวนหนึ่ง แต่สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวในภายหลัง และมีอีกหลายประเทศที่ไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ข้อตกลงปารีส ต้องได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยคำสัญญาของประเทศที่ร่วมลงนามในขณะนี้ ยังไม่เพียงพอและอาจทำให้อุณภูมิโลกสูงขึ้นถึง 2.7 องศาเซลเซียส แต่อย่างน้อยข้อตกลงปารีสก็ถือเป็นแนวทางเพื่อเร่งกระบวนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางหนึ่ง

องค์ประกอบที่เป็นกุญแจสำคัญของข้อตกลง

  • รักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เหนืออุณหภูมิในช่วงก่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดให้อุณภูมิโลกต่ำกว่านั้นประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส
  • จำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ให้อยู่ในระดับเดียวกับที่ต้นไม้ ดิน และมหาสมุทรสามารถดูดซับได้ โดยจะเริ่มในช่วงเวลาระหว่างปี 2050 และ 2100
  • ทบทวนการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทุก ๆ 5 ปี เพื่อกระตุ้นให้เกิดความพยายามยิ่งขึ้น
  • เปิดโอกาสให้ประเทศร่ำรวยสามารถช่วยเหลือประเทศที่ฐานะด้อยกว่าได้ ผ่าน 'เงินทุนสนับสนุนด้านภูมิอากาศ' เพื่อปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และหันไปใช้พลังงานทดแทน
Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ผู้ร่วมโครงการนั่งพัก ระหว่างการเจรจาข้อตกลงปารีส
Image copyright AP
คำบรรยายภาพ นักรณรงค์ออกเคลื่อนไหวตามท้องถนนในกรุงปารีส เพื่อเตือนภัยจากการปล่อยให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นจนเกินขอบเขต

มีองค์ประกอบใดของข้อตกลง ถูกพิจารณาบรรจุไว้หรือตัดทิ้งบ้าง?

ตามความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ เป้าหมายที่เป็นหัวใจของข้อตกลงปารีส ก็คือการป้องกันไม่ให้โลกไปถึงจุดที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสภาพภูมิอากาศจนไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ หรือประมาณ 2 องศาเซลเซียสเหนืออุณหภูมิในช่วยก่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม

ขณะนี้ อุณหภูมิโลกได้เพิ่มขึ้นมาเกือบครึ่งทางแล้ว คือเกือบ 1 องศาเซลเซียส ซึ่งมีหลายประเทศ รวมถึงผู้นำประเทศซึ่งตั้งอยู่ในที่ต่ำและกำลังเผชิญกับระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ถกเถียงว่าควรจะกำหนดเป้าหมายที่เข้มงวดกว่านี้ ที่ 1.5 องศาเซลเซียส

เป้าหมายที่สูงกว่านี้ ได้ถูกบรรจุเอาไว้ในข้อตกลงในลักษณะคำสัญญาซึ่ง 'พยายามจะจำกัด' การเพิ่มขึ้นอุณหภูมิโลกให้อยู่ภายใต้ 1.5 องศาเซลเซียส

ดร.บิล แฮร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไคลเมท แอนาไลติคส์ ระบุว่า นี่เป็นเป้าหมายที่ 'โดดเด่น' และ 'เป็นชัยชนะสำหรับประเทศที่อยู่ในสถานะเปราะบาง ประเทศหมู่เกาะ ประเทศด้อยพัฒนาที่สุด และทุกฝ่ายที่มีส่วนเสียมากที่สุด ซึ่งเข้าร่วมเจรจาข้อตกลงปารีสโดยกล่าวว่าไม่ต้องการความสงสาร แต่ต้องการเห็นการลงมือปฏิบัติ'

ขณะเดียวกัน นี่เป็นครั้งแรกที่มีข้อตกลงซึ่งเป็นแผนระยะยาว เพื่อกำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้เร็วที่สุด พร้อมกับสร้างสมดุลระหว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ กับความสามารถในการดูดซับของผืนป่าและมหาสมุทร ให้เกิดขึ้นภายในครึ่งแรกของศตวรรษนี้

นายจอห์น เชลินอูเบอร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยผลกระทบจากภูมิอากาศแห่งเมืองพ็อทซ์ดัม กล่าวว่า 'หากแต่ละประเทศตกลงกันได้และปฏิบัติตามจริง ก็จะหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงสู่ระดับที่เป็นศูนย์ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งตรงกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เรานำเสนอ'

อย่างไรก็ตาม มีคนบางกลุ่มเรียกข้อตกลงนี้ 'เป็นเรื่องตลก' เนื่องจากเป้าหมายบางส่วน ถูกลดทอนลงระหว่างการเจรจา เช่น นายคูมิ ไนดู ผู้อำนวยการบริหารกิจการสากลของกรีนพีซ กล่าวว่า 'ข้อตกลงปารีส เป็นเพียงก้าวหนึ่งในหนทางอันยาวไกล ซึ่งมีบางส่วนที่ผมไม่พอใจและผิดหวัง แต่ก็ยังถือเป็นความคืบหน้า' และ 'ข้อตกลงนี้เพียงอย่างเดียว จะไม่ช่วยเราขึ้นจากหลุมที่ติดอยู่นี้ได้ เพียงแต่ช่วยให้มันตื้นขึ้นเท่านั้น'

ประเด็นเงินทุน

เงินทุนเป็นประเด็นที่ติดขัดมาตลอดการเจรจาข้อตกลงปารีส เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนา อ้างว่าต้องการความช่วยเหลือด้านการเงินและเทคโนโลยี เพื่อก้าวข้ามการใช้พลังงานจากฟอสซิลไปใช้พลังงานทดแทน

ขณะนี้ มีคำสัญญาจะให้เงินทุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.4 ล้านล้านบาท) ต่อปี ภายในปี 2020 แต่ถือว่ายังไม่มากพอกับที่หลายประเทศต้องการ

ข้อตกลงปารีส กำหนดให้ประเทศร่ำรวยรักษาระดับเงินทุนสนับสนุนไว้ที่ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ไปจนถึงช่วงหลังปี 2020 และให้ใช้ตัวเลขนี้เป็นมาตรฐานกำหนดจำนวนเงินสนับสนุนต่อไปในปี 2025 ด้วย โดยอ้างว่าประเทศร่ำรวย ควรช่วยให้การสนับสนุนด้านเงินทุนกับประเทศยากจนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และส่งเสริมให้ประเทศอื่น ๆ หันมาให้ความร่วมมือโดยสมัครใจ

อย่างไรก็ตาม ดร.อิลัน เคลแมน จากมหาวิทยาลัยวิทยาเขตลอนดอน กล่าวว่า การกำหนดจำนวนเงินตายตัวโดยไม่ให้สัดส่วนตามระยะเวลา 'น่าเป็นห่วง' เพราะ 'จุดเริ่มต้นในการให้เงินสนับสนุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐนี้มีประโยชน์ก็จริง แต่ยังถือว่าต่ำกว่าร้อยละ 8 ของงบประมาณด้านกลาโหมทั่วโลกในแต่ละปี'

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในอนาคต?

แท้จริงแล้ว สิ่งที่จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ก็คือองค์ประกอบที่ถูกเขียนเอาไว้ในข้อตกลงปารีสเท่านั้น ส่วนคำสัญญาจากแต่ละประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นเพียงความสมัครใจ และข้อถกเถียงถึงการกลับมาทบทวนคำสัญญาเหล่านี้ เพื่อให้เกิดการลงมือที่เข้มงวดขึ้น ก็กลายเป็นอุปสรรคต่อการหารือ

ประเทศที่เป็นภาคีข้อตกลงปารีส เห็นพ้องกันว่า จะกลับมาทบทวนความคืบหน้าอีกครั้งในปี 2018 และหลังจากนั้นทุก ๆ 5 ปี

ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า ข้อตกลงปารีสเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ของการก้าวไปสู่โลกที่ปล่อยคาร์บอนในปริมาณต่ำ และยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องลงมือทำ โดยนายเดวิด นุสส์บัม ประธานบริหารองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ประจำสหราชอาณาจักร (WWK-UK) กล่าวว่า 'ข้อตกลงปารีส เป็นเพียงสัญญาณเริ่มต้นของการแข่งขัน สู่อนาคตการปล่อยคาร์บอนในปริมาณต่ำ'

ด้านศาสตราจารย์จอห์น เช็พเพิร์ด จากศูนย์สมุทรศาสตร์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน กล่าวว่า ข้อตกลงนี้รวมเอาความหวังบางส่วนที่น่ายินดีเอาไว้ แต่มีน้อยคนที่จะตระหนักว่า การบรรลุเป้าหมายเป็นเรื่องยาก 'ในเมื่อกลไลเดียวที่มีอยู่ ยังเป็นความสมัครใจของแต่ละประเทศที่จะจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยที่ไม่มีแนวทางกำหนดความเข้มงวดของข้อจำกัดเหล่านั้น ทำให้ยากที่จะมองในแง่บวกว่า โลกจะบรรลุผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายเหล่านี้'