ผลกระทบ 5 ข้อ จากการที่สหรัฐฯ หันหลังให้ความตกลงปารีส

ภาพกังหันลมปั่นไฟฟ้า Image copyright Reuters

อะไรคือนัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อส่วนต่างๆ ของโลกเมื่อสหรัฐฯ ตัดสินใจถอนตัวออกจากความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ?

การถอนตัวของสหรัฐฯ จะก่อให้เกิดผลเสียต่อความตกลงฯ และโลก

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ จะทำให้ประเทศอื่นบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ยากลำบากยิ่งขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณร้อยละ 15 ของโลก และยังเป็นแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี ที่สำคัญต่อประเทศกำลังพัฒนาในความพยายามแก้ปัญหาอุณภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเกี่ยวกับความเป็นผู้นำในแง่คุณธรรมซึ่งสหรัฐฯ กำลังจะละทิ้งไป รวมถึงอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความพยายามด้านการทูตตามมาด้วย

นายไมเคิล บรูน จากเซียร์รา คลับ ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ กล่าวว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ 'เป็นความผิดพลาดครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งรุ่นหลานของเราที่มองย้อนกลับมาจะต้องตกใจ ว่าเหตุใด ผู้นำโลกคนหนึ่งจึงหย่าขาดจากความเป็นจริงและคุณธรรมได้เช่นนี้'

ความยากลำบากของสหรัฐฯ คือโอกาสของจีน

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ถือที่เป็นกุญแจสำคัญในการเจรจาความตกลงปารีส โดยอดีตประธานาธิบดีโอบามา และประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ได้พยายามหาจุดยืนร่วมกัน เพื่อก่อตั้งแนวร่วมกับกลุ่มประเทศที่เป็นหมู่เกาะ และสหภาพยุโรป ส่วนขณะนี้ จีนกำลังเร่งเน้นย้ำความมุ่งมันที่จะทำตามความตกลงปารีส โดยจะออกแถลงการณ์ร่วมกับอียูในวันนี้ (2 มิ.ย.) เพื่อยืนยันว่า จะร่วมมือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากขึ้น

นายมิเกล อารียาส กานเยเต ข้าหลวงด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของอียู กล่าวว่า 'ไม่ควรมีใครต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งอียูและจีน ได้ตัดสินใจก้าวต่อไปข้างหน้า' และยังมีความเป็นไปได้ว่า แคนาดาและเม็กซิโก อาจก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนสำคัญจากทวีปอเมริกา ในความพยายามระดับสากลเพื่อยับยั้งอุณหภูมิโลกที่กำลังร้อนด้วย

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ จะประกาศถอนตัว ปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสหรัฐฯ ก็จะยังลดลงอย่างต่อเนื่อง

ผู้นำภาคธุรกิจของโลกจะผิดหวัง

ภาคธุรกิจของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในเสียงที่สนับสนุนให้รัฐบาลปฏิบัติตามกรอบความตกลงปารีสต่อไป โดยผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น กูเกิ้ล แอปเปิ้ล และอีกนับร้อยบริษัท รวมถึงผู้ผลิตพลังงานจากซากฟอสซิลอย่างเอ็กซอน โมบิล ก็ยังออกมาผลักดันให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยึดมั่นตามความตกลงปารีส

ถึงขนาดนายดาร์เรน วูดส์ ประธานบริหารของเอ็กซอน เขียนจดหมายส่วนตัวถึงประธานาธิบดีทรัมป์ว่า สหรัฐฯ 'อยู่ในจุดที่สามารถแข่งขันได้' ในกรอบความตกลงฯ และการอยู่ต่อ หมายถึง 'การได้เข้าไปร่วมโต๊ะเจรจา เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม'

มีความเป็นไปได้น้อยที่ถ่านหินจะกลับมา

มีหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว กำลังใช้พลังงานถ่านหินน้อยลงตามอย่างสหรัฐฯ รวมถึงสหราชอาณาจักร ที่กำลังจะเลิกใช้พลังงานจากถ่านหินในเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้ารุ่นหลังจากปี 2025 เป็นต้นไป และขณะนี้ ตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมถ่านหินของสหรัฐฯ เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของการจ้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้น

ส่วนประเทศกำลังพัฒนา แม้ว่าจะยังคงต้องพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า แต่ผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ และความไม่พอใจของสาธารณชนจะกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัดปริมาณการใช้ให้ลดลง

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทดแทนที่ถูกลง กำลังทำให้เศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา หันมาใช้แหล่งพลังงานที่สะอาดมากขึ้น เช่น ผลจากการประมูลในอินเดียเมื่อไม่นานนี้ แสดงให้เห็นว่า ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์ ต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของพลังงานจากโรงงานถ่านหินร้อยละ 18

แม้ว่าสหรัฐฯ จะถอนตัว แต่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจะยังคงลดลง

คาดการณ์ระบุว่า ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สหรัฐฯ ปล่อย จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ที่อัตราประมาณครึ่งหนึ่ง จากตัวเลขตามแผนที่ถูกกำหนดไว้ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา โดยมีสาเหตุมาจากการที่สหรัฐฯ หันมาผลิตพลังงานจากก๊าซธรรมชาติมากกว่าถ่านหิน

การปฏิวัติกรรมวิธีขุดเจาะแบบแฟรกกิง ทำให้สหรัฐฯ มีต้นทุนก๊าซธรรมชาติถูกลงและมีผลผลิตมากขึ้น ซึ่งบริษัทผู้ผลิตพลังงานชอบใช้วัตถุดิบที่เป็นก๊าซธรรมชาติมากกว่า เนื่องจากยืดหยุ่น และเข้ากับแหล่งพลังงานทดแทนชนิดอื่นได้ง่าย