กลุ่มกบฏเมาเต: ภัยคุกคามฟิลิปปินส์ที่กำลังขยายตัว

เกาะมินดาเนา Image copyright Getty Images

นับเป็นความอับอายสำหรับรัฐบาลและกองทัพฟิลิปปินส์ที่กลุ่มกบฏเล็กๆ กลุ่มหนึ่งซึ่งแทบจะไม่เป็นที่รู้จักเลยเมื่อราวสองปีก่อน สามารถเข้ายึดเมืองสำคัญอย่างมาราวีได้ และแม้กว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมาความขัดแย้งรุนแรงบนเกาะมินดาเนาจะคร่าชีวิตผู้คนไปหลายหมื่นคน แต่การต่อสู้แย่งชิงเมืองมาราวีที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นสัปดาห์ ถือเป็นความล้มเหลวที่เด่นชัดอย่างยิ่ง

ฝ่ายกองทัพฟิลิปปินส์เชื่อว่ากองทัพได้ยับยั้งแผนยึดเมืองมาราวีของกลุ่มกบฏเมาเตได้โดยไม่ตั้งใจ หลังได้เบาะแสว่านายอิสนิลอน ฮาปิลอน แกนนำกลุ่มอาบูไซยาฟอยู่ในเมืองมาราวี กองกำลังทหารก็บุกจู่โจมเพื่อจับกุมตัวเขา แต่ก็ต้องตะลึงที่พบว่ามีสมาชิกกลุ่มติดอาวุธของกลุ่มกบฏเมาเตอยู่ที่นั่นมากเพียงใด สิ่งที่เกิดตามมาก็คือการปะทะกันนานนับสัปดาห์ มีการโจมตีทางอากาศ สังหาร และทำให้ชาวบ้านหลายหมื่นคนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่

กลุ่มกบฏเมาเตคือใคร? ทำไมถึงมีบทบาทบนเกาะที่เป็นฐานที่ตั้งของกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่ม?

เรื่องที่กลุ่มติดอาวุธบนเกาะมินดาเนาไม่ยอมรับการปกครองของรัฐบาลฟิลิปปินส์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายศตวรรษ แม้ในยุคที่สเปนเป็นเจ้าอาณานิคมก็ยังแทบจะไม่มีบทบาทบนเกาะนี้ ขณะที่สหรัฐฯ ซึ่งเข้ามาปกครองสเปนในภายหลังต้องต่อสู้กับชาวโมโร ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกรวมๆ ของชาวมุสลิมหลากหลายเผ่าพันธุ์บนเกาะมินดาเนา

ช่วงปลายทศวรรษ 1960 ชาวมุสลิมโมโรลุกฮือต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาลภายใต้การเคลื่อนไหวแบบชาตินิยมของ กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร (MNLF: The Moro National Liberation Front) หลังจากที่ชาวคริสต์ได้ลงหลักปักฐานในหลายๆ ส่วนของประเทศ ชาวมุสลิมก็กลายเป็นประชาชนส่วนน้อยบนเกาะมินดาเนา

การต่อสู้ที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคนและยังเกิดขึ้นประปรายถึงปัจจุบัน มีความพยายามทำความตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งเกิดขึ้นเช่นกัน เช่น ข้อตกลงสันติภาพปี 1996 ระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับนายนูร์ มิซัวรี ผู้นำกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร ที่ใกล้เข้ามานิดก็เมื่อปี 2014 ที่คณะเจรจาสันติภาพสามารถลงนามความตกลงที่มีเนื้อหาครอบคลุมแห่งบังซะโมโร (Comprehensive Agreement on Bangsamoro) กับแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (MILF: Moro Islamic Liberation Front)

แต่จากนั้นก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ทั้งที่ข้อตกลงควรนำไปสู่การจัดตั้งรัฐโมโร ซึ่งมีอิสระในการปกครองตนเองบนเกาะมินดาเนา

พันธมิตรที่เป็นอันตราย

ประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต ของฟิลิปปินส์ รับปากจะให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพบนเกาะมินดาเนา แต่ก็ไม่มีความชัดเจนที่จะทำตามข้อตกลงเมื่อปี 2014 นายดูแตร์เตเพียงเอ่ยถึงรูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐอย่างกว้าง ๆ เท่านั้น

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อส่งผลให้เกิดการสั่งสมกำลังจนทำให้นักรบบนเกาะมินดาเนาได้ชื่อว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ทรงพลังยิ่งกว่ากองกำลังของทางการในหลายๆ พื้นที่ และยังบ่มเพาะแนวคิดอิสลามสุดโต่งอีกด้วย โดยกลุ่มที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดก็คือกลุ่มอาบูไซยาฟ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1991 ชื่อของกลุ่มตั้งขึ้นตามผู้นำกลุ่มมูจาฮีดีนในอัฟกานิสถาน

กลุ่มอาบูไซยาฟมีความข้องเกี่ยวกับกลุ่มอัลไคดาเนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากพี่เขยของนายโอซามา บิน ลาเดน

ก่อนหน้านี้ กลุ่มอาบูไซยาฟเคยปฏิบัติการอยู่บนเกาะซูลูและบาซิลันที่อยู่ห่างไปทางตะวันตกเฉียงใต้ กลุ่มเลื่องชื่อในเรื่องการลักพาตัวชาวต่างชาติไปเรียกค่าไถ่และฆ่าตัดหัวตัวประกัน สหรัฐฯ เคยส่งกองกำลังมาประจำการในพื้นที่นี้เมื่อปี 2002 เพื่อช่วยกองทัพฟิลิปปินส์รับมือกับกลุ่มอาบูไซยาฟ และแม้ผู้นำและสมาชิกกลุ่มหลายคนเสียชีวิต แต่กลุ่มอาบูไซยาฟยังไม่ละแนวทางต่อสู้ แม้จะแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย หลังจากนายอิสนิลอน ฮาปิลอน ประกาศสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มที่เรียกตนเองว่ากลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอส

หลังจากนายฮาปิลอนย้ายไปจังหวัดลาเนา เดล ซูร์ บนเกาะมินดาเนา ซึ่งน่าจะเป็นหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้เมื่อปลายปีที่แล้ว กลุ่มอาบูไซยาฟก็หันไปรวมตัวกับกบฏเล็กๆ อีกสามกลุ่มซึ่งต่างก็ปฏิเสธการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาล และสนันสนุนแนวคิดแบบซาลาฟี หรือความเชื่อนิกายซุนนีย์แบบสุดโต่ง

Image copyright EPA

พี่น้องเมาเต

กลุ่มกบฏเมาเตเป็นหนึ่งในนั้น และผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งที่สุด กลุ่มเมาเตก่อตั้งเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว โดยนายโอมาร์และนายอับดุลเลาะห์ เมาเต คนพื้นถิ่นของจังหวัดลาเนา เดล ซูร์ และเป็นสมาชิกของชนเผ่ามาราเนา

คนทั้งสองได้รับการศึกษาในตะวันออกกลาง โดยนายโอมาร์เคยเรียนที่มหาวิทยาลัยอัล-อัสฮาร์ ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ส่วนนายอับดุลเลาะห์เคยเรียนที่จอร์แดน ทั้งคู่พูดภาษาอาหรับได้ และเชี่ยวชาญแนวคิดซาลาฟีและอุดมการณ์จีฮัดซึ่งต่างไปจากนายอิสนิลอน ฮาปิลอน

เชื่อกันว่านายโอมาร์และนายอับดุลเลาะห์ มีสายสัมพันธ์กับเครือข่ายที่สนับสนุนไอเอสในตะวันออกกลาง

พี่น้องเมาเตยังมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับกลุ่มผู้นำของแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงทรัพยากรและสถานที่ฝึกซ้อมของกลุ่มกองกำลังอย่างต่อเนื่อง

มีความเชื่ออีกว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายซานูซี ชาวอินโดนีเซียที่นิยมแนวคิดสุดโต่ง ซึ่งถูกตำรวจสังหารที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐมินดาเนา ในเมืองมาราวีเมื่อปี 2012

พี่น้องเมาเตน่าจะเริ่มลงมือก่อเหตุรุนแรงตั้งแต่ปี 2013 แต่เหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาได้รับความสนใจคือการบุกเข้าไปในคุกที่เมืองมาราวีเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วและปล่อยผู้ต้องขัง 23 คน นอกจากนี้ ทางการยังกล่าวโทษว่าพี่น้องคู่นี้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ที่เมืองดาเวา บ้านเกิดของประธานาธิบดีดูแตร์เต ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 คน

นายโอมาห์และนายอับดุลเลาะห์ ได้บุกยึดเมืองบูติกเมื่อปลายปีที่แล้ว และอีกครั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และแม้จะสูญกำลังไปไม่น้อยแต่พวกเขาก็ยังต่อสู้อย่างต่อเนื่อง

เห็นได้ชัดว่าแผนการเข้ายึดมาราวีในช่วงเดือนรอมฎอนเป็นความตั้งใจที่จะทำให้เกิดการโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องอุดมการณ์ และการต่อสู้อย่างยืนหยัดของพวกเขาในเมืองมาราวี เป็นเครื่องมือดึงดูดสมาชิกใหม่เข้าร่วมกลุ่ม

เอาหูไปนาเอาตาไปไร่

สิ่งที่ถือได้ว่ามีนัยยะสำคัญอย่างหนึ่งคือการมีนักรบต่างชาติทั้งจากอินโดนีเซียและมาเลเซียเข้าร่วมด้วย โดยเชื่อกันว่าพี่น้องเมาเตเรียนรู้การฝึกฝนการทำระเบิดจากนายซุลกิฟลิ "มาร์วัน" อับเดอร์ มือประกอบระเบิดที่ถูกตำรวจสังหารไปเมื่อปี 2015 และเชื่อว่า ดร.มาห์มูด อะห์หมัด ชาวมาเลเซียที่นิยมแนวคิดสุดโต่งอีกคนหนึ่งก็น่าจะยังอยู่กับพวกเขา

นางซิดนีย์ โจนส์ แห่งสถาบันการวิเคราะห์นโยบายด้านความขัดแย้ง (Institute for Policy Analysis of Conflict) ในกรุงจาการ์ตา เชื่อว่ากลุ่มกบฏเมาเตได้รับเงินทุนจากต่างประเทศ อาจจะเป็นอินโดนีเซีย แต่ก็เป็นไปได้ที่จะเป็นซีเรีย โดยเชื่อผู้ที่พยายามตั้งตนเป็นพันธมิตรกับกลุ่มไอเอสคือกลุ่มกบฏเมาเต ไม่ใช่นายอิสนิลอน ฮาปิลอน และเธอเชื่อว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ประเมินศักยภาพของกบฏเมาเตต่ำเกินไป

นางโจนส์บอกว่า ทุกวันนี้กลุ่มติดอาวุธจากอินโดนีเซียสามารถเดินทางโดยเที่ยวบินปกติไปยังฟิลิปปินส์เพื่อซื้ออาวุธจากเกาะมินดาเนาได้อย่างเสรี เธอเกรงว่า ในขณะที่กลุ่มไอเอสถูกบีบให้ล่าถอยจากซีเรียหรืออิรัก สมาชิกกลุ่มติดอาวุธชาวอินโดนีเซียและมาเลเซียหลายร้อยคนที่เคยไปร่วมรบจะกลับบ้าน และหาโอกาสที่จะทำสงครามจีฮัดที่นี่ ซึ่งกลุ่มกบฏเมาเตและกลุ่มพันธมิตรใหม่จะจับคู่เข้ากันได้เป็นอย่างดี

"การประกาศกฎอัยการศึกของประธานาธิบดีดูแตร์เตเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น" นางโจนส์กล่าว และว่า"รัฐบาลเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ไม่รับรู้ว่ากลุ่มติดอาวุธพวกนี้รวมตัวกันอย่างไร และพยายามทำให้ดูเหมือนว่าภัยคุกคามนี้ไม่ร้ายแรง แต่การรวมตัวของกลุ่มสี่กลุ่มนี้เข้าด้วยกันสามารถขยายวงกว้างในเชิงภูมิศาสตร์ในแบบที่กลุ่มที่สนับสนุนแนวคิดไอเอสในฟิลิปปินส์ไม่เคยทำได้มาก่อน"