ไม่ต้องมีรัฐบาลทรัมป์ สหรัฐฯ ก็ทำตามความตกลงปารีสได้

นายไมเคิล บลูมเบิร์ก Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ นายไมเคิล บลูมเบิร์ก บอกว่า ชาวอเมริกันไม่ต้องอาศัยรัฐบาล ก็สามารถบรรลุเป้าหมายความตกลงปารีสได้

นายไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก กล่าวว่า สหรัฐฯ ยังสามารถทำตามคำสัญญาเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศได้ แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะตัดสินใจให้ประเทศถอนตัวจากความตกลงปารีส

นายไมเคิล บลูมเบิร์ก ทูตพิเศษสหประชาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กล่าวว่า ชาวอเมริกันไม่ควรจะให้รัฐบาลมาขัดขวางความตั้งใจ และยังสามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ 'ด้วยความร่วมมือระหว่างเมือง มลรัฐ และภาคธุรกิจ'

'ชาวอเมริกันไม่ต้องมีรัฐบาล ก็สามารถบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีสได้ และชาวอเมริกันจะไม่ยอมให้รัฐบาลมาขัดขวางความพยายาม' นายบลูมเบิร์ก กล่าวที่กรุงปารีส หลังจากหารือกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส

นายบลูมเบิร์กยังบอกอีกว่า เขาอยากให้โลกรู้ว่า สหรัฐฯ จะทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ในความตกลงปารีส โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างเมือง รัฐ และภาคธุรกิจ

'ขณะนี้ เราเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว ซึ่งเราสามารถเร่งลงมือได้ แม้ว่าจะไม่มีรัฐบาลให้การสนับสนุนก็ตาม' อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก

ด้านประธานาธิบดีมานูเอล มาครง กล่าวย้ำจุดยืนของตนว่า ความตกลงปารีสไม่สามารถล้มเลิกได้ และจะต้องปฏิบัติตาม

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
มาครงระบุชาติต่าง ๆ มีภารกิจร่วมกันในทำการทำโลกกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

เมื่อวันพฤหัสบดี (1 มิ.ย.) ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ประกาศการตัดสินใจ ให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากความตกลงปารีส ซึ่งเป็นกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยอ้างว่าจะทำให้สหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งงาน และผลิตภัณฑ์มวลรวมคิดเป็นมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ (10.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งการตัดสินใจนี้ แม้จะได้รับเสียงสนับสนุนจากแกนนำพรรครีพับลิกันและบริษัทเหมืองถ่านหินของสหรัฐฯ แต่ได้ทำให้ผู้นำประเทศ และผู้นำองค์กรจำนวนมากออกมาวิจารณ์ เช่นกัน

ในสหรัฐอเมริกาเอง ขณะนี้มีผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และวอชิงตัน ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต ได้ให้สัญญาแล้วว่าจะปฏิบัติตามความตกลงปารีส

Image copyright EPA

ส่วนปฏิกิริยาจากจีน อียู และอินเดีย ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 4 ประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของโลก มีการออกมาเน้นย้ำความมุ่งมั่น ที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงที่รับรองโดย 195 ประเทศ เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลก ไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากช่วงยุคพัฒนาอุตสาหกรรม และสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตาม นายสก็อต พรุทท์ ผู้อำนวยการสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ กล่าวว่า การถอนตัวจากความตกลงปารีส ไม่ได้หมายถึงการตัดขาดจากประเทศในกรอบความร่วมมือ 'ประธานาธิบดีกล่าวว่า ความตกลงปารีสเป็นข้อตกลงที่ไม่ดีสำหรับสหรัฐฯ ...แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่หารือเรื่องการส่งออกนวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีวิธีที่ดีกว่าอย่างไร'

เจรจาใหม่ได้หรือไม่?

ภายใต้เนื้อหาของความตกลงปารีส สหรัฐฯ จะไม่สามารถถอนตัวได้โดยสมบูรณ์ จนกว่าจะถึงช่วงหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 แต่สหรัฐฯ จะเลิกจ่ายเงินสนับสนุนกองทุนกรีนไคลเมท ที่ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนารับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ซึ่งเท่าที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้จ่ายเงินไปแล้ว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (34,000 ล้านบาท) จากที่ให้สัญญาไว้ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (102.4 พันล้านบาท)

แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ จะกล่าวว่า พร้อมจะเปิดการเจรจาข้อตกลงใหม่ 'ด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ' แต่ผู้นำฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธในทันที

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกระบุผลการประเมินสำหรับกรณีร้ายแรงที่สุดว่า การที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีส อาจทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 0.3 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้

ส่วนสถาบันก็อดดาร์ดเพื่ออวกาศศึกษา ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1880 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 0.8 องศาเซลเซียสแล้ว และองค์กรไคลเมทอินเทอร์แอ็คทีฟ คาดการณ์ว่า หากทุกประเทศสามารถทำตามคำสัญญาในความตกลงปารีสได้จริง อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกที่เพิ่มขึ้น จะอยู่ที่ 3.3 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100 แต่หากไม่มีความร่วมมือจากสหรัฐฯ ก็คาดว่าจะอยู่ที่ 3.6 องศาเซลเซียส