"เราอดทนมาพอแล้ว” นายกฯ สหราชอาณาจักรเปิดแถลงข่าวหลังเหตุโจมตีลอนดอน

ธงชาติสหราชอาณาจักรถูกลดลงครึ่งเสา ที่ถนนดาวน์นิ่ง เพื่อไว้อาลัยต่อเหตุการณ์โจมตีกลางลอนดอน Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ธงชาติสหราชอาณาจักรถูกลดลงครึ่งเสา ที่ถนนดาวน์นิ่ง เพื่อไว้อาลัยต่อเหตุการณ์โจมตีกลางลอนดอน

นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรระบุว่า "เราอดทนมาพอแล้ว" ในขณะประณามเหตุก่อการร้ายกลางกรุงลอนดอน ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 10 คน และบาดเจ็บอย่างน้อย 48 คน

เช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ แห่งสหราชอาณาจักร เป็นประธานการประชุมฉุกเฉินคอบรา ที่บ้านเลข 10 ถนนดาวน์นิ่ง ร่วมกับคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปและประเมินสถานการณ์กับผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ก่อนเปิดแถลงข่าวหลังการประชุม มีใจความว่า

เมื่อเวลา 22.10 น.คืนวันที่ 3 มิ.ย. มีรถตู้สีขาวพุ่งเข้าชนฝูงชนที่เดินอยู่บนสะพานลอนดอนบริดจ์ จากนั้นผู้ก่อเหตุ 3 คน ได้ถือมีดวิ่งลงจากรถเข้าแทงผู้ที่อยู่บริเวณตลาดโบโรห์มาร์เก็ตที่อยู่ใกล้เคียง โดยทั้ง 3 สวมเสื้อกั๊กติดระเบิดปลอม ซึ่งนายกรัฐมนตรีเมย์ ระบุว่า เป็นกลยุทธ์ของผู้ก่อเหตุที่ต้องการสร้างความหวาดกลัว

ตำรวจพร้อมอาวุธเดินทางถึงจุดเกิดเหตุและเข้ารับมือกับสถานการณ์ โดยใช้เวลาเพียง 8 นาทีหลังได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ตำรวจนิติเวชเข้าเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ สะพานลอนดอนบริดจ์

เหตุก่อการร้ายทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 10 คน แบ่งเป็นประชาชนทั่วไป 7 คน และอีก 3 คนเป็นผู้ก่อเหตุที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิต ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บกำลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยบางคนมีอาการสาหัส

นางเมย์กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตำรวจที่รับมือกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเธอขอส่งกำลังใจและภาวนาให้กับผู้ตกเป็นเหยื่อการก่อการร้ายด้วย

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรระบุว่า นี่เป็นการก่อการร้ายครั้งที่ 3 ในช่วงเวลาไม่ถึง 3 เดือน นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์โจมตีที่หน้าอาคารัฐสภาในเขตเวสต์มินสเตอร์ สำนักงานข่าวกรองของสหราชอาณาจักรได้ขัดขวางแผนก่อเหตุโจมตีไปแล้วถึง 5 ครั้ง และเชื่อว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีครั้งก่อนๆ

Image copyright Reuters

อย่างไรก็ตาม นางเมย์ชี้ว่านี่เป็นการกระทำลอกเลียนแบบ ซึ่งไม่สามารถปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไปได้ จึงเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลง 4 ประการคือ

1. แม้ว่าการโจมตี จะไม่ได้เป็นฝีมือของเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน แต่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกันในแง่คตินิยมของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ซึ่งการเอาชนะคตินิยมเช่นนี้ จะใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยการโน้มน้าวความคิดให้ออกห่างความรุนแรงด้วย

2. สหราชอาณาจักรไม่สามารถปล่อยให้กลุ่มคตินิยมเหล่านี้ มีพื้นที่ในการเผยแพร่แนวคิดต่อไปได้ และเชื่อว่ารัฐบาลกับบริษัทผู้ให้บริการสื่อสาร รวมถึงประเทศพันธมิตรที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองกันอย่างต่อเนื่อง ต้องมีกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้พื้นที่บนอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยในระดับสากลเพื่อลดคตินิยมหัวรุนแรง

3. ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยในโลกแห่งความเป็นจริงด้วย ซึ่งนอกจากปฏิบัติการทางทหารเพื่อกำจัดกลุ่มรัฐอิสลาม ทั้งในอิรักและซีเรียแล้ว ยังต้องมีมาตรการในประเทศเพื่อให้สังคมเข้มแข็งในการกำจัดคตินิยมหัวรุนแรง ซึ่งหมายถึงการเปิดกว้างให้มีการถกเถียงในหลากหลายประเด็น รวมถึงเรื่องที่อาจทำให้เกิดความลำบากใจหรืออับอาย เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน และไม่ให้มีชุมชนไหนถูกแบ่งแยก

4. เท่าที่ผ่านมา กลยุทธ์ในการต่อต้านการก่อการร้ายของสหราชอาณาจักรถือว่าใช้ได้ผลมาตลอด แต่ขณะนี้ เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงในรูปแบบที่เปลี่ยนไป จึงจำเป็นต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์ เพื่อให้รับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น เช่น เรื่องการกักตัวผู้ต้องสังสัย ซึ่งหากมีความจำเป็น ก็ต้องยอมปรับระยะเวลาให้นานขึ้นได้

นางเมย์กล่าวว่า "เราอดทนมาพอแล้ว" และสังคมควรจะได้เดินหน้าต่อ และแม้ว่าในวันนี้ พรรคการเมืองจะประกาศระงับการหาเสียง แต่ประเทศจะปล่อยให้การก่อการร้ายมาขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตยไม่ได้ ดังนั้น ในวันพรุ่งนี้พรรคการเมืองจะกลับมารณรงค์หาเสียงต่อ และการเลือกตั้งจะจัดขึ้นตามกำหนดเดิม คือวันพฤหัสบดีที่ 8 มิ.ย.นี้

นอกจากนี้ นางเมย์ได้ขอให้ประชาชนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อก้าวผ่านสถานการณ์ และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ