เลือกตั้งอังกฤษ: แปดศตวรรษของพัฒนาประชาธิปไตย

กษัตริย์จอห์น Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ กษัตริย์จอห์นแห่งอังกฤษทรงลงพระปรมาภิไธยลงบนมหากฎบัตรแม็กนา คาร์ตา

การเมืองการปกครองในอังกฤษและต่อมาสหราชอาณาจักร มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องมากว่า 800 ปี โดยมีหมุดหมายประชาธิปไตยในรูปของมหากฎบัตรแม็กนา คาร์ตา (Magna Carta) ที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1215 เมื่อประชาชนผู้ถูกปกครองลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิจากพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ในระดับหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการทางประชาธิปไตยที่ประชาชนได้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยผ่านทางรัฐสภา และพลเมืองทุกคนมีความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

แม็กนา คาร์ตา มีลักษณะคล้ายข้อตกลงซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญแรกของโลกในเรื่องที่ว่าด้วยการจัดสรรอำนาจการปกครองก็ได้ มีมาตราหรือบทบัญญัติหนึ่งที่ระบุว่าจะมีการจัดตั้งสภาเจ้าที่ดินมีสมาชิก 25 คน โดยสภานี้ อาจจะมีมติยกเลิกโองการของกษัตริย์จอห์นแห่งอังกฤษได้ โดยอาจจะใช้กำลังถ้าจำเป็น แม้ว่าเวลาต่อมากษัตริย์จอห์น ได้ทรงแก้ใขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงให้อ่อนลงและกษัตริย์องค์ต่อๆ มาก็มิได้สนพระทัยที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงก็ตาม

แม้กระนั้นก็พออนุมานได้ว่าเป็นเวลากว่า 800 ปีมาแล้วที่อังกฤษได้ริเริ่มระบอบการปกครองประเทศแบบรัฐสภา ที่สมาชิกประกอบด้วยตัวแทนจากเจ้าที่ดินและชาวเมืองที่มีฐานะเข้าไปนั่งในสภาที่เรียกว่า สภาสามัญชน และ สภาขุนนาง ซึ่งสมาชิกประกอบด้วยขุนนางและนักบวชอาวุโส พัฒนาเป็นประเพณี จนมาประมาณ 200 ปีหลังเริ่มมีตัวแทนจากชนชั้นผู้ใช้แรงงานเป็นตัวแทนเข้าไปนั่งในสภา หลังการปฏิรูปการเมืองและสร้างธรรมเนียมประเพณีประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

ประธานสภาสามัญชนคนแรก ค.ศ.1376

ในยุคแรก หน้าที่ส่วนใหญ่ของรัฐสภาเกี่ยวกับการสนองโองการเรียกเก็บภาษีของกษัตริย์ แต่ต่อมา รัฐสภากล้าหาญมากขึ้นด้วยการเรียกร้องให้มีการถอดถอนเสนาบดีที่ทำงานสนองโองการของกษัตริย์ แต่ฝ่ายรัฐสภาเห็นว่าประพฤฒิตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1376 รัฐสภาประกาศแต่งตั้งนายโทมัส เดอ ลา แมร์ เป็นประธานสภาสามัญชนคนแรก โดยมีหน้าที่สำคัญคือ นำความกราบทูลกษัตริย์ว่าประชาชนไม่พอใจโองการเก็บภาษีของพระองค์

ผลของการกราบทูลครั้งนั้นคือ นายเดอ ลา แมร์ ถูกจำคุก อย่างไรก็ดี สภาสามัญชนได้สร้างธรรมเนียมปฏิบัติให้ประธานสภาสามัญชนเป็นตัวแทนของสามัญชนเป็นการถาวรมาจนถึงทุกวันนี้

แม้ว่าการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในยุคแปดร้อยปีก่อนนั้น มิได้จุดเริ่มต้นมาจากประชาชนทั่วไป แต่เป็นกลุ่มคนที่เป็นเจ้าที่ดินและขุนนางบางส่วนที่ต้องการลดทอนอาญาสิทธิของกษัตริย์ และเพิ่มอำนาจของพวกตนให้มากขึ้น แต่ก็เป็นการจุดประกายทำให้มีการต่อรองและต่อสู้กันระหว่างชนชั้นต่างๆ เพื่อปฏิรูปการเมือง ถึงขั้นประหัตประหารกันหลายหลายช่วงในประวัติศาสตร์ โดยเริ่มจากแคว้นอังกฤษ ก่อนที่จะมาเป็นสหราชอาณาจักรในยุคหลังสืบเนื่องไปถึงการที่อังกฤษแผ่อำนาจอิทธิพลเป็นจักรวรรดิ์

ศึกชิงอำนาจในสงครามกลางเมือง ค.ศ. 1642-1651

การต่อสู้แย่งชิงอำนาจการปกครองในระยะแรก เป็นเรื่องของชนชั้นนำมากกว่าประชาชนรากหญ้า มีการหักล้างกันระหว่างเจ้าของที่ดินที่เรียกตนเองว่า ผู้นิยมรัฐสภา หรือ parliamentarians และฝ่ายนิยมอำนาจเด็ดขาดของกษัตริย์ หรือ royalists ซึ่งดำเนินอย่างต่อเนื่องตามที่บันทึกไว้ว่าเป็นสงครามกลางเมือง ที่ปะทุขึ้นถึงสามครั้งในช่วง ค.ศ.1642-1651

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ในสงครามที่ดันบาร์ในสกอตแลนด์

ตัวละครสำคัญฝ่ายนิยมกษัตริย์คือกษัตริย์ชาร์ลที่หนึ่ง ผู้ประกาศว่ากษัตริย์ได้รับอำนาจสูงสุดมาจากพระเจ้า ส่วนตัวละครนำของฝ่ายรัฐสภาคือ โอลิเวอร์ คลอมเวลล์ เป็นการต่อสู้กันอย่างดุเดือดถึงขั้นประหัตประหารกันโดยมีประเด็นศาสนาเข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วย ซึ่งการต่อสู้กันในแต่ละครั้งมีบทสรุปเป็นการสร้างธรรมเนียมการลดอาญาสิทธิของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของกษัตริย์ให้น้อยลงมาตามลำดับ

การปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ ค.ศ. 1688

สงครามกลางเมืองที่ต่อเนื่องกันเกือบ 10 ปีเป็นการปูทางไปสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่า "การปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่" ในปี 1688 เมื่อ วิลเลียม แห่ง ออเรนจ์ เจ้าชายองค์หนึ่งของฮอแลนด์ ได้รับการสนับสนุนจากขุนนางอังกฤษบางส่วน ยกทัพเข้ามายึดอำนาจจากกษัตริย์เจมส์ที่สองได้สำเร็จ ปราศจากการต่อต้านจากประชาชนในอังกฤษ เนื่องจากประเด็นทางศาสนาระหว่างคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์ มากกว่าเรื่องสิทธิทางการเมือง

การผลัดแผ่นดินครั้งนี้ เป็นผลสำคัญทำให้มีการผ่านกฎบัตรสำคัญอีกชิ้นที่เรียกว่า Bills of Rights อันเป็นหมุดหมายประชาธิปไตยอีกหลักหนึ่งที่กลายเป็นรัฐธรรมนูญ ถ่ายอำนาจการปกครองประเทศที่เคยรวมศูนย์อยู่ที่กษัตริย์มาอยู่ที่รัฐสภา ซึ่งนักประวัติศาตร์ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ค.ศ. 1760-1820 และการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789-1780

ระบอบประชาธิปไตยเป็นผลจากพัฒนาการทางการเมืองและเศรษฐกิจของยุโรป โดยเฉพาะในช่วง 300 ปีหลัง เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีผลกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวเรียกร้องสิทธิ โอกาสและความเท่าเทียมในหมู่ประชาชนระดับล่างๆ ในสังคม

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การทลายคุกบัสตีย์เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส

ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาการ อิทธิพลของนักปรัชญา นักคิดนักเขียน นักปรัชญา และปัญญาชนในยุโรปมีส่วนในการชักนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในหลายประเทศบนฝั่งแผ่นดินใหญ่ของยุโรป เช่น การปฏิวัติในฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1789 ที่มีผลกระทบกระเทือนไปไกลกว่าทวีปยุโรป อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอันเกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นในอังกฤษเมื่อประมาณ 250 ปีก่อน แล้วขยายออกไปยุโรป อเมริกา ซึ่งส่งผลให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การขยายตัวและรวมตัวกันของชนชั้นผู้ใช้แรงงาน และเกิดชนชั้นใหม่ที่เรียกว่าชนชั้นกลาง

ขบวนการปฏิรูปการเมือง People's Charter 1838

ผลพวงของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดขบวนการเรียกร้องสิทธิทางการเมืองในอังกฤษที่เรียกว่า Chartism อันเป็นขบวนการปฏิรูปการเมือง ให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างชนชั้นต่างๆ ของอังกฤษ โดยมีกลุ่มคนผู้ใช้แรงงานในย่านโรงงานอุตสาหกรรมทางภาคเหนือของอังกฤษ และย่านเหมืองถ่านหินทางภาคใต้ของแคว้นเวลส์รวมตัวกัน ยื่นข้อเรียกร้องที่เรียกว่า People's Charter 1838 รณรงค์เรียกร้องสิทธิอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปี ค.ศ. 1842 มีคนมาร่วมลงชื่อในข้อเรียกร้องหลายล้านคน ขอให้มีการปฏิรูปการเมืองโดย

-ให้สิทธิเท่าเทียมกันในการออกเสียงเลือกตั้งสำหรับผู้ชายที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป

-ขอให้การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการออกเสียงแบบลับ

-ขอให้ยกเลิกข้อกำหนดที่ระบุว่าผู้สมัครเป็นสมาชิกสภาสามัญ (สภาผู้แทนราษฎร) ต้องมีทรัพย์สินตามที่เคยกำหนดไว้ เพื่อว่าชนชั้นผู้ใช้แรงงานจะมีโอกาสเท่าเทียมในการสมัครเลือกตั้งเข้าสู่สภา

-ขอให้สมาชิกสภาสามัญมีเงินเดือนประจำอย่างพอเพียง เพื่อว่าชนชั้นผู้ใช้แรงงานที่ได้รับเลือกเข้าสภา ไม่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ระหว่างทำหน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชน (จุดเริ่มต้นของอาชีพนักการเมือง)

-ขอให้มีการปฏิรูปเขตเลือกตั้งใหม่ ให้เกิดความเท่าเทียม ในจำนวนประชากรในแต่ละเขตเลือกตั้ง

แม้จะมีการเรียกร้องและชุมนุมหลายครั้ง มีการปะทะกับตำรวจประปราย แต่ข้อเรียกร้องของพวกเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงเวลานั้น เนื่องจากชนชั้นนำยังต้องการรักษาความได้เปรียบทางการเมืองเหนือชนชั้นผู้ใช้แรงงานที่ยากจนกว่า

อย่างไรก็ดีแนวคิดและข้อเรียกร้องของขบวนการปฏิรูปการเมืองนี้ ก็ยังคงเป็นกระแสทางการเมืองในอังกฤษจนกระทั้งรัฐสภาได้นำเอาข้อเรียกร้องดังกล่าวผ่านออกมาเป็นกฎหมายที่เรียกว่า the Reform Act รวม 3 ฉบับ ได้แก่

กฎหมายตัวแทนประชาชน ค.ศ. 1918

นอกจากการเรียกร้องขอสิทธิทางการเมืองของคนต่างชนชั้นแล้ว ยังมีการต่อสู้เรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกันทางการเมืองของผู้หญิงโดยมีรากฐานติดตามมาหลังจากขบวนการเรียกร้องการปฏิรูปการเมือง Chartism Movement ที่เกิดขึ้นหลายสิบปีก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การเรียกร้องของสิทธิเลือกตั้งของผู้หญิงเริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1817 เมื่อมีนักคิดนักปรัชญาอย่าง เจเรมี เบนทัมม์ วิลเลี่ยม ทอมป์สัน และ แอนนา วิลเลอร์ ออกมาเรียกร้องสนับสนุน จัดชุมนุมแจกจ่ายใบปลิวเรียกร้องความเท่าเทียม แต่ไม่ค่อยจะได้ผลมากนัก จนกระทั้งจอห์น สจ๊วต มิลล์ นักปรัชญาแห่งยุค ตีพิมพ์บทความ The Subjection of Women ในปี ค.ศ. 1861 ขบวนการเรียกร้องความเท่าเทียมทางการเมืองของสตรีอังกฤษส่งประกายสดใส

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การปฏิรูปการเมืองเพื่อความเท่าเทียมทั้งหญิงชาย มีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อบททาทของผู้หญิงระหว่างสงครามเป็นที่ยอมรับว่ามีส่วนทำให้อังกฤษชนะสงคราม จึงมีการออกกฎหมายตัวแทนประชาชน ค.ศ. 1918 ปลดล็อคข้อจำกัดหลายอย่างในการให้สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งในหมู่ผู้ชาย และเป็นครั้งแรกให้สิทธิผู้หญิงมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งได้ จากนั้นอีก 18 เดือนถัดมา แนนซี่ แอสเตอร์ สร้างประวัติศาสตร์ได้รับเลือกตั้งให้เป็น ส.ส. หญิงตัวแทนประชาชนเข้าสู่รัฐสภาเป็นคนแรก

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ส.ส. หญิงตัวแทนประชาชนเข้าสู่รัฐสภาเป็นคนแรก

ต่อมาในปี ค.ศ. 1969 มีการแก้ใขเพิ่มเติมกฎหมายที่ลดอายุของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจาก 21 ปีเป็น 18 ปี

ในอังกฤษและต่อมาสหราชอาณาจักร การเรียกร้องสิทธิทางการเมืองมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ผ่านการต่อสู้ประหัตประหารกัน แต่พัฒนาการทางการเมืองที่ผ่านมาทำให้ระบอบรัฐสภาของอังกฤษเป็นที่ยอมรับกันและมีการจำลองดัดแปลงนำไปใช้กันในหลายประเทศ จนได้รับการยอมรับว่าเป็น The mother of parliaments.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง