เลือกตั้งอังกฤษ: หาเสียงวันสุดท้ายชูเรื่องปากท้อง เบร็กซิท สิทธิมนุษยชน

หัวหน้าพรรค Image copyright VARIOUS
คำบรรยายภาพ จากซ้ายไปขวา นิโคลา สเตอเจียน (เอสเอ็นพี), เจเรมี คอร์บิน (เลเบอร์), เทเรซา เมย์ (คอนเซอร์เวทีฟ), พอล นัททอล (ยูคิพ) ทิม ฟาร์รอน (ลิเบอรัลเดโมแครต)

วันสุดท้ายของการหาเสียง พรรคคอนเซอร์เวทีฟ และเลเบอร์ ต่างดึงความสนใจกลับไปที่เบร็กซิท บริการสุขภาพ ท่ามกลางจุดยืนที่ต่างกันในประเด็นความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน

เบร็กซิทและปากท้องกลับมาแล้ว

วันพุธที่ 7 มิ.ย. นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ออกตระเวนไปหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงลอนดอน เมืองชายฝั่งทางตอนใต้ มณฑลนอร์โฟล์ค น็อทติงแฮม และเขตเวสต์มิดแลนด์ โดยกลับไปชูประเด็นเบร็กซิท ซึ่งเป็นเหตุผลของการประกาศเลือกตั้งก่อนกำหนดในครั้งนี้ และสัญญาว่า งบประมาณที่เคยต้องใช้จ่ายไปกับโครงการต่าง ๆ ของ สหภาพยุโรป จะถูกนำกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนทั่วสหราชอาณาจักร

'เมื่อ 1 ปีที่แล้ว ประชาชนเลือกอนาคตที่สดใสกว่า ภายนอกสหภาพยุโรป' และ 'ดิฉันมีแผนที่ยืนยันได้ว่า ทุกส่วนของสหราชอาณาจักร จะได้รับประโยชน์จากอนาคตอันสดใสนั้น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้น ถนนและการรถไฟที่ดีขึ้น และการเชื่อมโยงในโลกดิจิทัลที่คุณภาพเทียบเท่าระดับสากล ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม'

ทางพรรคคอนเซอร์เวทีฟวางแผนว่า จะผลักดันให้เกิดขึ้น ผ่านกองทุนลงทุนเพื่อประโยชน์แห่งชาติ (National Productivity Investment Fund) มูลค่า 2.3 หมื่นล้านปอนด์ (1.02 ล้านล้านบาท)

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นางเมย์รณรงค์หาเสียงโค้งสุดท้ายในพื้นที่ของเลเบอร์

ด้านนายเจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคเลเบอร์ เดินสายหาเสียงทั้งในอังกฤษ เวลส์ และสก็อตแลนด์ โดยชูประเด็นบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรค กับคำพูดที่ว่า 'เราเหลือเวลาอีกเพียง 24 ชั่วโมง ที่จะปกป้องเอ็นเอชเอส' ที่หมายถึง ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ และโจมตีพรรคคอนเซอร์เวทีฟว่า เอ็นเอชเอส 'จะไม่สามารถแบกรับงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ต่อไปอีก 5 ปีได้'

ด้านนายทิม ฟาร์รอน หัวหน้าพรรคลิเบอรัลเดโมแครด ไปหาเสียงที่เมืองอ็อกซฟอร์ด โดยเน้นว่า ประชาชนไม่ควร 'เซ็นเช็คเปล่า' แล้วปล่อยให้นางเมย์ ไปเจรจาเบร็กซิทได้ตามใจชอบ ซึ่งการหาเสียงของลิเบอรัลเดโมแครต เน้นดึงคะแนนจากผู้สนับสนุนพรรคเลเบอร์ ในเขตเลือกตั้งซึ่งพรรคลิเบอรัลเดโมแครตเป็นคู่แข่งหลักของคอนเซอร์เวทีฟ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายคอร์บินปราศรัยกับผู้สนับสนุน

ต้องปรับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนเพื่อให้เกิดความมั่นคงหรือไม่

คำพูดที่ว่า 'เราอดทนมามากพอแล้ว' และ 'ต้องมีการเปลี่ยนแปลง' ซึ่งนางเมย์ประกาศในการแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ 4 มิ.ย. หลังเกิดก่อการร้ายที่ลอนดอนบริดจ์ และโบโรห์มาร์เก็ต เริ่มถูกนำมาขยายความให้ชัดเจนขึ้น และกลายเป็นข้อถกเถียง ที่มาพร้อมกับประเด็นความมั่นคงในการเลือกตั้งครั้งนี้

นางเมย์ระบุว่า พร้อมจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายสิทธิมนุษยชน หากพบว่า 'กลายเป็นอุปสรรค' ต่อการรับมือกับผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย โดยเจาะจงว่า 'ฉันหมายถึงการช่วยให้เจ้าหน้าที่ สามารถเนรเทศผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายชาวต่างชาติ กลับประเทศได้ง่ายขึ้น' รวมถึง 'การจำกัดเสรีภาพ และการเคลื่อนย้ายของผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย ในกรณีที่มีหลักฐานเพียงพอให้รู้ว่าเป็นภัย แต่ไม่เพียงพอจะดำเนินคดีอย่างเต็มรูปแบบได้'

คำพูดเหล่านี้ถูกนำไปคาดเดาว่า อาจหมายถึงการถอนตัวจากอนุสัญญสิทธิมนุษยชนยุโรป (ECHR) ซึ่งสหราชอาณาจักรปฏิบัติตามมาตั้งแต่ปี 1953 หรือไม่ ซึ่งลอร่า คูเอนส์เบิร์ก ผู้สื่อข่าวบีบีซี รายงานอ้างแหล่งข่าวในพรรคคอนเซอร์เวทีฟกล่าวว่า จะไม่มีการเสนอให้ถอนตัวจาก ECHR

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกนายคอร์บิน นำมาโจมตีว่า สหราชอาณาจักรจะไม่สามารถเอาชนะการก่อการร้ายได้ 'ด้วยการทำลายสิทธิขั้นพื้นฐาน' ขณะที่นายนิค เคล็กก์ อดีตหัวหน้าพรรคลิบเบอรัลเดโมแครต กล่าวว่า พรรคคอนเซอร์เวทีฟ "ดูถูก" ประชาชน ก่อนวันลงคะแนน โดยมีเจตนาแอบแฝงที่จะดึงคะแนนเสียงของพรรคยูคิป

Image copyright Getty Images

ทั้งนี้ อนุสัญญสิทธิมนุษยชนยุโรป เป็นกรอบความตกลงแยกต่างหากที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร ยังเคยมีบทบาทช่วยร่างในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย ที่สำคัญ เอกสารนโยบายของพรรคคอนเซอร์เวทีฟ มีข้อความระบุชัดเจนว่า จะยึดมั่นใน ECHR

แม้จะไม่ถอนตัว แต่แหล่งข่าวในพรรคคอนเซอร์เวทีฟชี้ว่า อาจจะมีการขอใช้สิทธ์ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติบางส่วน (derogation) โดยเฉพาะมาตรา 5 ที่รับรองสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยส่วนบุคคล และสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมภายในเวลาอันเหมาะสม โดยนางเมย์ เคยให้สัมภาษณ์กับ "เดอะซัน" ว่าจะพิจารณายืดระยะเวลาการกักตัวผู้ต้องสงสัยโดยไม่ต้องตั้งข้อหา จาก 14 วันเป็น 28 วัน

ข้อถกเถียงเรื่องกำลังตำรวจ

ก่อนหน้านี้ แกนนำของพรรคเลเบอร์หลายคนออกมาโจมตีพรรคคอนเซอร์เวทีฟที่ปรับลดงบประมาณและกำลังตำรวจจำนวนมาก จนทำให้ลอนดอนมีความเสี่ยงขึ้นต่อภัยก่อการร้าย

'การที่เรามีเจ้าหน้าที่ตำรวจน้อยลง หมายถึงเราจะตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น' นายซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน แห่งพรรคเลเบอร์ กล่าวกับบีบีซี และ เตือนว่า หากพรรคคอนเซอร์เวทีฟชนะการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจนครบาลกรุงลอนดอน อาจต้องถูกตัดลดงบประมาณลงอีก 400 ล้านปอนด์ (17.8 พันล้านบาท) และตำรวจอีก 12,800 คนจะต้องอยู่ในภาวะเสี่ยงตกงาน

ตัวเลขล่าสุดชี้ว่า ในระหว่างเดือนกันยายนปี 2010 ถึงกันยายนปี 2016 ที่พรรคคอนเซอร์เวทีฟเป็นรัฐบาลจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจในอังกฤษ และเวลส์ ลดลง 18,991 คน หรือ 13%

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน

แต่นายบอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีต่างประเทศ จากพรรคคอนเซอร์เวทีฟ และอดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน กล่าวว่าจำนวนตำรวจในลอนดอนยังสูงอยู่ แต่การเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาทำหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ก็โจมตีนายคอร์บิน ว่าคงจะภาคภูมิใจกับจุดยืนคัดค้านกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายมาตลอด 30 ปี

นายจอห์นสัน อธิบายจำนวนตำแหน่งงานในสำนักงานตำรวจนครบาลที่ลดลงว่า เป็นเพราะตลอดเวลา 8 ปีที่เขาเป็นนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ได้จัดระเบียบใหม่ ลดเจ้าหน้าที่สำนักงาน แต่เพิ่มเจ้าหน้าที่ภาคสนามให้มากขึ้น จึงเป็นผลให้อัตราอาชญากรรมลดลง

ส่วนนางเมย์ ระบุว่านับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา พรรคคอนเซอร์เวทีฟได้ปกป้องทั้งตำแหน่งงานและงบประมาณต่อต้านการก่อการร้ายมาโดยตลอด รวมถึงจ้างงานเพิ่ม 1,900 ตำแหน่งในสำนักงานข่าวกรองหรือ MI5 และพรรคคอนเซอร์เวทีฟให้สัญญาว่า หากได้รับเลือกจะเสนอร่างกฎหมาย เพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานของตำรวจ เพื่อให้การเรียกค้นตัวผู้ต้องสงสัย และการจับกุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น