ทรัมป์ ต่อสายกษัตริย์ซาอุฯ ผลักดันความเป็นหนึ่งเดียวของชาติอาหรับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ซ้าย) เข้าพบ เชค ทามิม บิน ฮามัด อัล ทานี เมื่อเดือน พ.ค. แต่กลับกล่าวหากาตาร์ว่าให้เงินสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงผ่านทางทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ซ้าย) เข้าพบ เชค ทามิม บิน ฮามัด อัล ทานี เมื่อเดือน พ.ค. แต่กลับกล่าวหากาตาร์ว่าให้เงินสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงผ่านทางทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ต่อสายถึงกษัตริย์แห่งซาอุดีอาระเบีย เรียกร้องให้ชาติอาหรับเป็นเอกภาพ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง จากข้อกล่าวหาว่ากาตาร์ให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ

เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ว่าสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าว คือเราต้องการให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกันในภูมิภาค เพื่อต่อสู้กับแนวคิดคตินิยมสุดโต่ง และการให้เงินทุนสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของซาอุดีอาระเบียที่กำลังโดดเดี่ยวกาตาร์ว่าอาจเป็น "การเริ่มต้นของจุดจบการก่อการร้าย"

เมื่อวันจันทร์ (5 มิ.ย.) ที่ผ่านมา หลายประเทศประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและการคมนาคมขนส่งกับกาตาร์ ส่วนเจ้าผู้ครองรัฐคูเวตกำลังเข้าเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความแตกแยก เช่นเดียวกับประธานาธิบดีตุรกีที่เสนอความช่วยเหลือ โดยกล่าวว่าการโดดเดี่ยวและการคว่ำบาตรจะไม่ช่วยแก้วิกฤต

ความขัดแย้งครั้งนี้กำลังส่งผลต่อราคาน้ำมัน การเดินทาง การขนส่ง และทำให้ห้างร้านในกาตาร์ขาดแคลนสินค้า

ทรัมป์ กล่าวว่าอย่างไร

ประธานาธิบดีทรัมป์เคยออกมากล่าวอ้างว่า แรงกดดันกาตาร์ครั้งนี้เป็นผลมาจาก การเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียของเขา และกำลังทำให้เกิดผลคุ้มค่าแล้ว

นอกจากนี้หน้าทวิตเตอร์เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (6 มิ.ย.) ประธานาธิบดีทรัมป์ยังโพสต์ข้อความกล่าวหากาตาร์ให้เงินสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย มีใจความว่า "ระหว่างที่ไปเยือนตะวันออกกลาง ผมพูดว่าจะต้องไม่มีการให้เงินสนับสนุนแนวคิดคตินิยมสุดโต่งต่อไป ซึ่งผู้นำต่างก็ชี้นิ้วไปที่กาตาร์ ดูสิ!"

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ พบกับประธานาธิบดีซีซีของอียิปต์ และพระราชาธิบดีซัลมานแห่งซาอุฯ ในซาอุดีอาระเบียเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

ด้านรอยเตอร์รายงานคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์ จากการสนทนากับกษัตริย์ซัลมาน ว่า "เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศในภูมิภาคจะร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อสันติภาพและความมั่นคง"

ต่างจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้กล่าวขอบคุณกาตาร์ที่ให้สหรัฐฯ เข้าไปใช้พื้นที่ตั้งฐานทัพอากาศที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง

ซาอุดีอาระเบีย ต้องการอะไร

รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย ได้ออกมายื่นข้อเรียกร้องว่าหากต้องการให้ยกเลิกมาตรการโดดเดี่ยว ก็ขอให้กาตาร์ตัดความสัมพันธ์กับกลุ่มฮามาส ซึ่งอยู่ในดินแดนยึดครองของปาเลสไตน์ และกลุ่มภราดรภาพมุสลิมซึ่งอยู่ในอียิปต์

นายอเดล อัล จูเบียร์ รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย กล่าวระหว่างเยือนกรุงปารีสของฝรั่งเศสว่า "ไม่มีใครอยากทำร้ายกาตาร์ แต่เขาต้องเลือกว่าจะเดินไปทางใดทางหนึ่ง" และอ้างถึงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจว่าจะเป็นแรงกดดันให้กาตาร์หันมาปฏิบัติเช่นเดียวกับประเทศที่ปกติ นอกจากนี้ยังระบุถึงสิ่งที่กาตาร์ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ ซึ่งครอบคลุมถึงการสนับสนุนกลุ่มคตินิยมสุดโต่ง สื่อที่ไม่เป็นมิตร และการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ฮามาส เป็นกลุ่มปาเลสไตน์ที่นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ธงสัญลักษณ์สีเขียว

นาย อัล จูเบียร์ ระบุด้วยว่ากาตาร์กำลังบั่นทอนปาเลสไตน์และอียิปต์ด้วยการสนับสนุนกลุ่มฮามาสและกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ซึ่งการหยุดใช้นโยบายเหล่านี้จะช่วยก่อให้เกิดเสถียรภาพขึ้นในตะวันออกกลาง

ฮามาสเป็นกลุ่มติดอาวุธใหญ่ที่สุด ในหมู่กลุ่มอิทธิพลที่นับถือศาสนาอิสลามในปาเลสไตน์ และเป็นกลุ่มแรกในโลกอาหรับที่ชนะการเลือกตั้ง ก่อนที่จะเข้ายึดครองฉนวนกาซ่าหลังการสู้รบเมื่อ 10 ปีก่อน

ส่วนกลุ่มภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์ เป็นอีกกลุ่มอิทธิพลที่นับถือศาสนาอิสลามที่หันมาเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ถูกบางประเทศขึ้นบัญชีว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย

กำลังเกิดอะไรขึ้นในกาตาร์

นางบาร์บารา เพลทท์ อัชเชอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า ทั้งกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต ต่างเคยให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในซีเรีย แต่บางประเทศยอมล้มเลิกไป หลังถูกสหรัฐฯ กดดัน ในขณะที่กาตาร์ซึ่งมองตัวเองว่าเป็นประเทศที่เป็นกลาง และสามารถไกล่เกลี่ยสถานการณ์ได้ มีความเชื่อมโยงกลับกลุ่มที่เป็นประเด็นถกเถียงมากกว่า

แต่เชค โมฮัมเหม็ด บิน อัลดุลเราะห์มาน อัล ทานี รัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์ กล่าวว่า "ไม่มีหลักฐานที่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ารัฐบาลกาตาร์สนับสนุนกลุ่มคตินิยมที่นับถือศาสนาอิสลามแบบสุดโต่ง"

Image copyright Getty Images

เมื่อวันจันทร์ (5 มิ.ย.) หลายประเทศประกาศเรียกเอกอัครราชทูตกลับจากกรุงโดฮา ในขณะที่บางประเทศประกาศตัดการคมนาคมขนส่ง และให้เวลาผู้ที่ถือสัญชาติกาตาร์ 2 สัปดาห์ในการเดินทางออกนอกประเทศ

ส่วนการคมนาคมทางอากาศ เริ่มหยุดชะงักในช่วงเช้าของวันอังคาร (6 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยกรุงโดฮาถือเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อที่สำคัญของเที่ยวบินระหว่างประเทศ จึงส่งผลต่อสายการบินใหญ่ๆ ของตะวันออกกลาง เช่น สายการบินกาตาร์ สายการบินเอทิฮัด และสายการบินเอมิเรตส์ ส่วนซาอุดีอาระเบียและบาห์เรนได้สั่งถอนใบอนุญาตและปิดสำนักงานของสายการบินกาตาร์แล้ว

เส้นทางบินอ้อม เพื่อหลีกเลี่ยงน่านฟ้าซาอุดีอาระเบียที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านขนาดใหญ่ ทำให้เครื่องบินจากกาตาร์ต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้น

การตัดเส้นทางขนส่งยังมีผลทำให้สินค้าขาดแคลน เนื่องจากกาตาร์เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหาร จนประชาชนต้องต่อแถวยาวเพื่อรอซื้ออาหารตามซูเปอร์มาร์เก็ต

มีใครเห็นใจกาตาร์หรือไม่

ประธานาธิบดีเจเซป ทายยิบ เออร์โดกัน ของตุรกี กล่าวว่าการโดดเดี่ยวกาตาร์ จะไม่ช่วยแก้ปัญหา และเรียกร้องให้ทุกประเทศใช้วิธีหารือร่วมกัน

ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ได้โทรศัพท์หารือกับประธานาธิบดีเออร์โดกัน และเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ในการสนทนาแยกกัน และกล่าวว่า พร้อมจะสนับสนุนทุกความริเริ่ม เพื่อให้เกิดความสงบ