วิกฤตกาตาร์ : ผลพวงความตึงเครียดทางการทูต

Image copyright Getty Images

บางครั้งบางคราวความขัดแย้งนั้นไม่จำเป็นต้องอาศัยส่วนผสมที่หายาก เพียง"ปล่อยให้เคี่ยว"ไปเรื่อย ๆ ก็ได้ที่ กรณีนี้ก็เช่นกัน ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เชียนั้นคุกรุ่นอยู่นานหลายปี แต่แล้วพ่อครัวหลายคนก็ช่วยกันเร่งไฟให้ร้อนจนข้อพาทเดือดพล่านกลายเป็นวิกฤตที่คุมไม่อยู่

ความตึงเครียดระหว่างกาตาร์กับชาติเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เชียร์ เป็นสิ่งที่ประจักษ์มานานร่วมสองทศวรรษแล้วในภูมิภาค ที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อันมีพระมหากษัตริย์หรือเจ้าผู้ปกครอง เป็นองค์ประมุข ที่ต่างกุมบังเหียนการเมืองในประเทศอย่างเข้มงวด และล้วนสกัดกั้นฝ่ายเห็นต่างที่อาจมองได้ว่าเป็นภัยต่อความ อยู่รอดของระบอบการปกครอง

ขณะที่เจ้าผู้ปกครองกาตาร์ทรงดำเนินนโยบายที่ไปกันไม่ได้กับแนวปฏิบัติดั้งเดิมที่ชาติเพื่อนบ้านยึดถือ ที่ชัดเจนคือ ซาอุดีอาระเบีย เจ้าแห่งศาสนาอิสลามนิกายซุนนี โดยนโยบายต่างประเทศของกาตาร์ที่ต่างออกไปถูกมองว่า เป็นภัยคุกคามความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวซุนนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เจ้าผู้ปกครองกาตาร์และรัฐมนตรี ในรัฐบาลของพระองค์สนับสนุนให้มีการเจราและดำเนินความสัมพันธ์กับอิหร่านเจ้าแห่งมุสลิมนิกายชีอะฮ์

Image copyright Reuters

ซาอุดีอาระเบียถือว่าสิ่งนี้เป็นภัยร้ายแรงและรู้สึกว่าต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ในเวลาเดียวกันก็ได้รับแรงหนุนจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ ที่ยืนหยัดเคียงข้างกษัตริย์ซัลมานแห่งซาอุฯ

เหตุผลที่ชาติเพื่อนบ้านถือว่าชอบธรรมที่จะประกาศตัดสัมพันธ์กับกาตาร์ก็คือข้อกล่าวหาที่ว่ากาตาร์ส่งเสริมกลุ่มสุดโต่ง รวมทั้งให้การช่วยเหลือ ด้านกำลังอาวุธอย่างลับ ๆ แก่กลุ่มจีฮัด ซึ่งกาตาร์ปฏิเสธ รวมทั้งยังเป็นข้อกล่าวหาที่ซาอุฯ เคยถูกหยิบยกมากล่าวอ้างอยู่แล้วก่อนหน้านี้

อัลจาซีรา อีกหนึ่งเป้าหมายโดดเดี่ยวกาตาร์

แต่แรงจูงใจอันทรงพลังอย่างเดียวที่อยู่เบื้องหลังการคว่ำบาตรกาตาร์อาจจะต่างออกไป นั่นก็คือความต้องการควบคุมหรืออาจจะถึงขั้นปิดสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา สิ่งที่เปรียบเสมือนไข่ในหินอย่างหนึ่งของกาตาร์

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ชีค ทามิม บิน ฮาเหม็ด อัล-ทานี เจ้าผู้ปกครองกาตาร์ ทรงพบกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดืนพฤษภาคมปี 2017

เจ้าผู้ปกครองกาตาร์ ทรงมีสายพระเนตรเล็งเห็นว่าอัลจาซีราจะนำความเปลี่ยนแปลงในทางบวกมาสู่โลกอาหรับ และเปิดให้มีการถกเถียงทางการเมือง มีการนำเสนอ เรื่องราวความท้าทายที่คนทั่วไปต้องเผชิญ และที่ชัดเจนที่สุดคือการรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลในตะวันออกลางหรือ "อาหรับสปริง"

ไม่ว่าจะถูกมองว่าปากว่าตาขยิบที่ประเทศซึ่งปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างกาตาร์จะลุกขึ้นมาปกป้องพลเมืองที่เรียกร้องต้องการความเปลี่ยนแปลงในประเทศอื่น แต่สิ่งนี้คือสิ่งที่เป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้เจ้าผู้ปกครองกาตาร์ ดำเนินการในสิ่งที่พระองค์เห็นว่าเป็นการทำให้ตะวันออกกลางมีความทันยุคทันสมัยมากขึ้น

แต่ผู้มีอำนาจคนอื่นทั้งในอียิปต์และในอ่าวเปอร์เชียมองต่างออกไป ประธานาธิบดีอับเดล-ฟัตตาห์ อัล ซิซี ขับหัวหน้ากลุ่มภราดรภาพมุสลิมไปพ้นจากตำแหน่ง ผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และตราหน้าว่าเป็นกลุ่มอิสลามสุดโต่ง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ตุรกีผ่านกฎหมายให้เร่งส่งกองกำลังไปประจำการในกาตาร์เพิ่มเติม

ขณะที่สถานีโทรทัศน์อัลจาซีราถูกป้ายสีว่าเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ภาพลักษณ์ที่บรรดาผู้นำชาติอื่นที่เคยถูกอัลจาซีราไล่บี้มาแล้ว ล้วนเต็มใจรับรอง อัลจาซีราจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญในปฏิบัติการโดดเดี่ยวกาตาร์

วิกฤตนี้จะลงเอยอย่างไร?

ถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ที่จะนำไปสู่การตกลงกัน แถมสถานการณ์ดูจะย่ำแย่ลงกว่าเดิม ข้อกล่าวหาที่ใช้โจมตีกันและกันหนักข้อขึ้น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ออกมาตราหน้าว่ากาตาร์สนับสนุนแนวคิดหัวรุนแรง กาตาร์เองอาศัยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของตนออกมาชี้เช่นกันว่าทั้งซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่างละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้คนที่ต้องถูกขับออกจากประเทศและไม่อาจเดินทางได้เพราะนโยบายปิดน่านฟ้า ทำให้ครอบครัวของคนที่อยู่ในประเทศกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับต้องพลัดพรากจากกัน

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ เหตุการณ์ลุกฮือ "อาหรับสปริง" เป็นอีกเหตุการณ์ที่อัลจาซีราติดตามรายงานข่าวอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ชาติอื่น ๆ ก็เข้าไปมีส่วนร่วมทำให้ความบาดหมางร้าวลึกลงอีก หลายชาติในกลุ่มสันนิบาตอาหรับดาหน้ากันออกมาสนับสนุนให้ต่อต้านกาตาร์ ในเวลาเดียวกันตุรกีและรัสเซีย ก็พร้อมใจกันหยิบยื่นความเป็นมิตร โดยตุรกีเพิ่งผ่านกฎหมายให้เพิ่มจำนวนกองกำลังที่ประจำการในกาตาร์ ส่วนรัสเซียเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์ไปเยือนรัสเซียซึ่งกาตาร์เองหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น

คูเวตซึ่งเล่นบทบาทผู้ไกล่เกลี่ยภายในกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับต้องเผชิญกับภารกิจที่หนักหน่วงในการประนีประนอม แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณความคืบหน้าใดๆ ให้เห็น และดูเหมือนวิกฤตที่ปะทุออกมานี้จะยังคงดีกรีความร้อนแรงอยู่ต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง