ยูเอ็น “กังวล” และ “หนักใจ” ต่อจำนวน-บทลงโทษคดี 112 ที่เพิ่มขึ้น

นักเคลื่อนไหวถือป้ายเรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรา 112 ของไทยในการเดินขบวนต่อต้านกฎหมายนี้ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2554 Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นักเคลื่อนไหวถือป้ายเรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรา 112 ของไทยในการเดินขบวนต่อต้านกฎหมายนี้ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2554

สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เพิ่มมากขึ้น และมีการพิพากษาลงโทษอย่างรุนแรง รวมถึงคำพิพากษาจำคุก 35 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยในช่วง 3 ปีมีคนถูกสอบสวนเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ย้ำทางการไทยต้องแก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง (ICCPR)

แถลงการณ์ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า กังวลถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดีในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2557 และความรุนแรงของคำตัดสิน รวมถึงการตัดสินจำคุกนายวิชัย เทพวงศ์ เมื่อวันศุกร์ที่แล้วเป็นเวลา 35 ปีด้วย ศาลทหารพบว่านายวิชัย มีความผิดฐานโพสต์ภาพ วิดีโอ และข้อความแสดงความคิดเห็นรวม 10 ครั้ง ลงบนเฟซบุ๊ก ซึ่งเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้เขาถูกตัดสินลงโทษจำคุก 70 ปี แต่ได้รับการลดโทษเหลือ 35 ปี เพราะยอมรับสารภาพ

การตัดสินดังกล่าวถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เคยมีการลงโทษในมาตรา 112 ของกม. อาญา หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การลงโทษรุนแรงที่สุดก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในปี 2558 โดยศาลทหารได้ลงโทษจำคุกผู้กระทำผิด 3 คนในข้อหาเดียวกันนี้เป็นระยะเวลาระหว่าง 25-30 ปี ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกกระทงละ 3-15 ปี

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นักเคลื่อนไหวไทยซึ่งติดเข็มกลัดรูปของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้กระทำผิดในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งถูกตัดสินจำคุก 15 ปี เรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายนี้ระหว่างการชุมนุมด้านนอกเรือนจำเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2555

ระหว่างปี 2554 ถึง 2556 มีผู้ถูกสอบสวนในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 119 คน และในช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมาระหว่างปี 2557 ถึง 2559 จำนวนผู้ถูกสอบสวนได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 เท่า มาอยู่ที่อย่างน้อย 285 คน

สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุด้วยว่า สถิติที่ได้มาจากทางการไทยพบว่า มีจำนวนผู้ที่สามารถรอดพ้นจากข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพลดลงอย่างมาก โดยระหว่างปี 2554 ถึง 2556 ผู้ที่ถูกตั้งข้อหานี้ 24% รอดพ้นจากการถูกลงโทษ แต่ในช่วง 3 ปีหลังจากนั้นจำนวนผู้ที่รอดพ้นจากคดีนี้ลดลงมาอยู่ที่ราว 10% ส่วนปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 4% เท่านั้น

สถิติคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ม.112

ขัดต่อกติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง (ICCPR)

  • 119 คน ถูกสอบสวนระหว่างปี 2554-2556

  • 24% ของผู้ถูกกล่าวหาระหว่างปี 2554-2559 รอดจากการถูกลงโทษ

  • อย่างน้อย 285 คน ถูกสอบสวนระหว่างปี 2557-2559

  • 10% ของผู้ถูกกล่าวหาระหว่างปี 2557-2559 รอดจากการถูกลงโทษ

Getty Images

ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ เข้าใจถึงความซับซ้อนและความอ่อนไหวของประเด็นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย แต่ก็รู้สึกกังวลใจอย่างยิ่งต่ออัตราการดำเนินคดีและการลงโทษของศาลที่ไม่เหมาะสมต่อการกระทำผิด ทั้งนี้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ การลงโทษจำคุกบุคคลเพียงเพราะการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นการละเมิดต่อมาตรา 19 ของ ICCPR ซึ่งประเทศไทยลงนามในสนธิสัญญานี้เมื่อปี 2539

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งได้ตรวจสอบการบังคับใช้ ICCPR ได้ข้อสรุปว่า ประเทศไทยควรจะทบทวนมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 19 ของ ICCPR

นายรูเพิร์ต โควิลล์ โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า "เราวิจารณ์เรื่องนี้เพราะนี่คือปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่เข้านิยามตามกฎหมายอย่างชัดเจน ในกรณีนี้คือมีคนถูกจำคุก 35 ปีโดยศาลทหารจากการแสดงความคิดเห็น และมีสถิติที่เพิ่มขึ้นของผู้ที่ถูกควบคุมตัว ถูกดำเนินคดี และถูกลงโทษจำคุกเป็นเวลานานมากเพราะการทำผิดอาญาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายสุริยันต์ สุจริตพลวงศ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ หมอหยอง วัย 54 ปีในขณะนั้นถูกนำตัวไปยังศาลทหารในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2558 โดยเขาถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งนี้นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 ศาลทหารได้ยุติการไต่สวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว

นอกจากนี้ ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการไต่สวนในคดีดังกล่าว โดยนับตั้งแต่กองทัพทำรัฐประหารในปี 2557 ศาลทหารทำหน้าที่ในการไต่สวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพส่วนใหญ่ และมักจะกระทำโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธการประกันตัว และบางคนถูกควบคุมตัวเป็นเวลานานในช่วงก่อนการไต่สวน ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ยินดีต่อการตัดสินใจของรัฐบาลไทยเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วในการยุติการไต่สวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในศาลทหาร แต่ต้องการเน้นย้ำถึงข้อเรียกร้องต่อทางการไทยว่าจำเป็นต้องให้มีผลย้อนหลังกับคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวนด้วย

ทางสำนักข้าหลวงใหญ่เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ไข้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในทันที เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และให้ทบทวนคดีที่อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทุกคดีด้วย