6 คำถามสอบสวนเหตุเพลิงไหม้ลอนดอน

London fire Image copyright Getty Images

เหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่อาคารสูง 24 ชั้น ในกรุงลอนดอน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน และในขณะที่เริ่มมีรายละเอียดมากขึ้น เจ้าหน้าที่สืบสวนจะมุ่งประเด็นไปที่คำถามเหล่านี้

ต้นเพลิงอยู่ที่ไหน

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับแจ้งให้ไปยังอาคารเกรนเฟลล์ ทาวเวอร์ ที่ถนนลาทิเมอร์ เมื่อ 00.54 น. ตามเวลาท้องถิ่น (06.54 น. วันที่ 14 มิ.ย. ตามเวลาในประเทศไทย) และพยายามดับไฟนานหลายชั่วโมง จนถึงช่วงบ่าย ขณะนี้เชื่อว่าต้นเพลิงอยู่ที่ชั้น 4 แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

อาคารหลังนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้ไฟลุกลามไปยังห้องพักข้างเคียงในกรณีเกิดเพลิงไหม้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวานนี้ ไฟกลับลุกลามอย่างรวดเร็ว

ในปี 2009 มีผู้หญิง 3 คน และเด็กอีก 3 คน เสียชีวิตจากไฟไหม้ ในอาคารลาคานาล เฮาส์ ในเขตตอนใต้ของกรุงลอนดอน สาเหตุเกิดจากโทรทัศน์ที่ชั้น 9 เทศบาลเขตเซาท์วาร์ค ยอมรับว่าไม่ได้แก้ปัญหาความเสี่ยงเพลิงไหม้ และต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงิน 270,000 ปอนด์ (11.8 ล้านบาท) กับค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง 300,000 ปอนด์ (13.1 ล้านบาท)

Image copyright REUTERS/TOBY MELVILLE

เหตุใดเพลิงจึงลุกลามอย่างรวดเร็ว

ภาพวิดีโอจากสถานที่เกิดเหตุ แสดงให้เห็นว่าเกิดไฟลุกลามอย่างรวดเร็วที่ด้านหนึ่งของอาคาร ก่อนลุกท่วมอาคารทั้งหลัง ซึ่งนายเอลวิน เอ็ดเวิร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านอัคคีภัย อธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ "ปรากฏการณ์ลมลอยตัว" หรือ chimney effect ซึ่งลมทำให้เปลวไฟกระจายไปอย่างรวดเร็ว

อุปกรณ์ฉีดน้ำของหน่วยดับเพลิงลอนดอน สามารถขึ้นไปได้สูงประมาณ 32 เมตร จึงไม่สามารถดับไฟที่ลุกลามในชั้นที่สูงกว่านั้นได้ ซึ่งนายบ๊อบ พาร์กิน อดีตนักดับเพลิงที่เปลี่ยนไปทำอาชีพที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะดับไฟที่อยู่ขึ้นไป 20 ชั้น ในสถานการณ์เช่นนั้น

ส่วนนายแมท แวรค จากสหภาพนักงานดับเพลิง ระบุว่าดูเหมือนมีข้อผิดพลาด กับมาตรการป้องกันเพลิงไหม้ในอาคารดังกล่าว

Image copyright AFP/GUILIO THUBUM

ทั้งช่วงก่อนหน้าและหลังการซ่อมแซมปรับปรุงอาคาร เกรนเฟลล์ แอ็คชั่น กรุ๊ป ระบุว่าอาคารนี้มีความเสี่ยงภัยจากเหตุไฟไหม้ และผู้พักอาศัยก็เคยเตือนว่า ทางเข้าสำหรับรถดับเพลิงมีข้อจำกัดมาก

ควรมีสัญญาณเตือน และหัวฉีดน้ำดับไฟหรือไม่

อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1974 ทำให้ไม่มีระบบหัวฉีดน้ำดับไฟ เหมือนอาคารรุ่นใหม่ที่สร้างตามกฎหมายปัจจุบัน โดยกำหนดให้อาคารที่พักอาศัยสูงกว่า 30 เมตรขึ้นไป ต้องติดตั้งระบบหัวฉีดน้ำดับไฟ ขณะนี้มีอาคารอยู่ประมาณ 4,000 หลัง ในกรุงลอนดอนที่ไม่มีระบบหัวฉีดน้ำดับไฟ

ส่วนการติดตั้งระบบหัวฉีดน้ำดับไฟในอาคารรุ่นเก่า ขึ้นอยู่กับข้อเสนอของเทศบาลและเจ้าของโครงการนั้นๆ

ในกรณีของเกรนเฟลล์ ทาวเวอร์ นายพอล ฟูลเลอร์ ประธานสมาพันธ์หน่วยงานป้องกันอัคคีภัย กล่าวว่า หากมีระบบหัวฉีดน้ำดับไฟ ก็จะช่วยลดผลกระทบจากเหตุไฟไหม้ที่เกิดขึ้นได้

"เรารู้ว่าระบบหัวฉีดน้ำดับไฟ มีประสิทธิภาพที่จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้คนอยู่รอดได้ ด้วยการควบคุมเปลวไฟและควัน แม้จะไม่ได้เป็นทางแก้ปัญหาอย่างสมบูรณ์" เขากล่าวกับ บีบีซี เรดิโอโฟร์

Image copyright GETTY/LEON NEAL

นอกจากนี้ผู้พักอาศัยบางรายระบุว่าไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ ซึ่งนายเอลฟิน เอ็ดเวิร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านอัคคีภัย กล่าวว่า บ่อยครั้งที่สัญญาณเตือนจะดังเฉพาะบริเวณชั้นที่เกิดไฟไหม้เท่านั้น

การซ่อมแซมเมื่อปี 2016 มีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือไม่

บริษัทไรดอน คอนสตรัคชัน ที่รับงานปรับปรุงอาคารด้วยงบประมาณ 8.6 ล้านปอนด์ (376 ล้านบาท) ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อเดือน พ.ค. ปีที่ผ่านมา ระบุว่า ได้ปรับปรุงคุณภาพของสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง และมาตรฐานการประหยัดพลังงานของอาคาร โดยด้านนอกมีการติดตั้งวัสดุกันฝน เป็นวัสดุปกป้องด้านนอกตัวอาคาร และเปลี่ยนหน้าต่าง เพื่อให้ภายในรักษาอุณหภูมิได้ดีขึ้น และทำให้ด้านนอกดูทันสมัยขึ้น

Image copyright Getty Images

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอัคคีภัย มองว่า การติดตั้งวัสดุด้านนอกอาจเป็นสาเหตุทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยสมาคมป้องกันอัคคีภัย FPA ระบุว่า หากได้รับการติดตั้งอย่างถูกวิธี ฉนวนโพลีเอทิลีนที่ได้รับการหุ้มอย่างเชี่ยวชาญควรช่วยป้องกันไฟได้ เช่น กรณีไฟไหม้อาคารสูง 79 ชั้นที่นครดูไบ เมื่อปี 2015 ทางบริษัทเทนาเบิล ดูไบ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการออกแบบวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย ระบุว่า สาเหตุที่เพลิงลุกลาม เป็นเพราะฉนวนด้านนอกตัวอาคาร

แต่นายเรย์ เบลีย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทฮาร์ลีย์ ฟาซาด ลิมิเต็ท ซึ่งรับงานติดตั้งฉนวนด้านนอกกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าไฟไหม้จะเกี่ยวข้องกับฉนวนที่อยู่ด้านนอกตัวอาคาร" และงานที่บริษัททำ ก็เป็นไปตามกฎควบคุมอาคารสูง ระเบียบป้องกันอัคคีภัย รวมถึงมาตรฐานด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย

ก่อนจะออกแถลงการณ์ตามมาอีกฉบับ โดยระบุเพียงแต่ว่าโครงการปรับปรุงตัวอาคาร "เป็นไปตามกฎหมายการก่อสร้าง" และตัดข้อความที่พูดถึงมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัยออก

ด้านนิตรสารอินไซด์ เฮาส์ซิ่ง รายงานข้อมูลตามที่เขตเคนซิงตันและเชลซีเปิดเผย ภายใต้ พ.ร.บ.การเข้าถึงข้อมูลว่า มีการประเมินความเสี่ยงอัคคีภัยของอาคารหลังนี้ครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2015

คำแนะนำให้อยู่ในห้องถูกต้องหรือไม่

ผู้ที่อาศัยอยู่ในอาคารเกรนเฟลล์ ทาวเวอร์ ได้รับคำแนะนำให้อยู่ในห้องในกรณีที่ห้องไม่ได้ถูกไฟไหม้ ซึ่งมาตรฐานนี้ออกแบบมาเพื่อให้มีการควบคุมเพลิงภายในห้องที่เกิดเหตุ และป้องกันควันลอยออกมาบริเวณทางเดิน เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้เข้าจัดการเพลิงไหม้อย่างมีประสิทธิภาพ และอพยพคนออกได้อย่างเป็นระบบ

ด้านจอร์ช วิลคินสัน ผู้ตรวจอาคารและมาตรกฐานการป้องกันอัคคีภัย กล่าวกับ บีบีซีว่า หนึ่งในสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากคือดูเหมือนควันไฟ จะลอยออกมาที่บริเวณทางหนีไฟ และในช่วงหลายชั่วโมงต่อมาหลังเกิดไฟลุกลาม มีพยานหลายคนบอกกับบีบีซีว่ายังมีผู้ที่อาศัยในอาคารบางคนได้รับคำแนะนำให้อยู่ในห้อง เพื่อรอเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาช่วย

อาคารอื่นจะได้รับผลกระทบอย่างไร

Image copyright Reuters

โฆษกของลอนดอนเคาน์ซิล ระบุว่า ทุกเขตจะกลับมาทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับรับมือกับเหตุเพลิงไหม้อีกครั้ง โดยจะตรวจสอบอาคารที่ได้รับการปรับปรุงในลักษณะเดียวกับเกรนเฟลล์ ทาวเวอร์ด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง