นิสัยประจำตัวช่วยสร้างอัจฉริยะได้จริงหรือ ?

ไอน์สไตน์แนะนำให้ออกไปเดินเล่นบ่อย ๆ เพื่อให้สมองแจ่มใส Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ไอน์สไตน์แนะนำให้ออกไปเดินเล่นบ่อย ๆ เพื่อให้สมองแจ่มใส

ขึ้นชื่อว่าอัจฉริยะแล้ว แต่ละคนอาจจะมีนิสัยส่วนตัวที่ดูเพี้ยน ๆ ต่างจากคนทั่วไปอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เช่นอัจฉริยะนักประดิษฐ์ นิโคลา เทสลา ชอบออกกำลังกดนิ้วหัวแม่เท้ากับพื้นก่อนนอน 100 ครั้งเพื่อกระตุ้นเซลล์สมอง หรือเซอร์ไอแซค นิวตัน ผู้ค้นพบกฎแรงโน้มถ่วงสากล ก็ชอบคุยอวดว่าการที่เขารักษาพรหมจรรย์อยู่เป็นโสดทำให้มีสติปัญญาปราดเปรื่อง ทำให้ชวนสงสัยกันว่า อัจฉริยะตลอดกาลอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นมีนิสัยแปลก ๆ อะไรบ้าง และพฤติกรรมเหล่านี้ช่วยทำให้เขาเป็นอัจฉริยะที่มีสมองยอดเยี่ยมไร้เทียมทานได้จริงหรือไม่ ?

ในปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ยืนยันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ความฉลาดเฉลียวไม่ได้มาจากการถ่ายทอดพันธุกรรมที่ดีเท่านั้น แต่สภาพแวดล้อมรวมทั้งอุปนิสัยและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันนั้นมีผลกำหนดระดับสติปัญญาของคนเรามากถึง 40% ซึ่งในกรณีของไอน์สไตน์นั้น พฤติกรรมแปลก ๆ ในการกิน การนอน การใช้เวลาว่าง รวมทั้งการแต่งกายน่าจะมีผลต่อการใช้สมองอย่างมีประสิทธิภาพของเขาอยู่พอสมควร

นอนวันละสิบชั่วโมงและงีบหลับกลางวันโดยถือช้อนไว้ในมือ

เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าการนอนหลับพักผ่อนนั้นดีต่อสมอง แต่ไอน์สไตน์นั้นนอนมากกว่าคนทั่วไปถึงคืนละ 10 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าคนอเมริกันโดยเฉลี่ยถึงหนึ่งเท่าครึ่ง แต่ก็นับว่าพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับประวัติการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญที่หลายครั้งความรู้ใหม่ได้มาจากความฝัน โดยว่ากันว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากการที่เขาฝันเห็นวัวถูกช็อตไฟฟ้า

ขณะที่คนเรานอนหลับ ช่วงเวลาที่เกิดความฝันขึ้นนั้นเป็นระยะหนึ่งของวงจรการนอนหลับที่มีการกลอกลูกตาไปมาอย่างรวดเร็วหรือ REM ซึ่งเชื่อกันว่ามีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้และความจำ แต่อย่างไรก็ตาม 60% ของเวลาที่คนเรานอนหลับจะอยู่นอกช่วงเวลาที่เกิดความฝัน ซึ่งกำลังมีการศึกษาทดลองเพื่อยืนยันว่า พฤติกรรมของสมองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานอกความฝันนี้ส่งผลต่อสติปัญญาด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่ายิ่งเรานอนมาก ก็จะยิ่งมีการพัฒนาสติปัญญามาก

Image copyright Getty Images

ศาสตราจารย์ สจวร์ต โฟเกล นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยออตตาวาของแคนาดาบอกว่า ช่วงเวลาดังกล่าวสมองส่วนทาลามัสที่ตั้งอยู่ใจกลางศีรษะจะยิงกระแสประสาทเป็นพลังงานไฟฟ้าวนรอบขึ้นไปสู่ผิวของสมองและกลับคืนมาเป็นรอบ ๆ โดยในแต่ละคืนจะมีพฤติกรรมของสมองแบบนี้เกิดขึ้นหลายพันครั้ง ซึ่งเชื่อว่าทำให้เกิด "ปัญญาแบบไหลลื่น" (fluid intelligence) ซึ่งเป็นความสามารถในการแก้ปัญหาแบบใหม่ ๆ ในสถานการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อนได้ เช่นเดียวกับการคิดแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อนของไอน์สไตน์ ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถจินตนาการไปถึงได้

พฤติกรรมของสมองที่ทำให้เกิดความเฉลียวฉลาดในลักษณะนี้ พบได้ในการนอนหลับเต็มอิ่มตอนกลางคืนของผู้หญิง และในการงีบหลับตอนกลางวันของผู้ชาย ส่วนตัวไอน์สไตน์เองนั้นนอกจากจะนอนนานหลายชั่วโมงตอนกลางคืนแล้ว ยังงีบหลับอีกเล็กน้อยตอนกลางวันด้วย แต่เขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองเผลอหลับไปนาน โดยจะเพียงเอนตัวลงกับเก้าอี้ทำงาน ถือช้อนในมือและวางแผ่นโลหะไว้ข้างใต้ เมื่อเขาเริ่มเคลิ้มหลับ ช้อนจะหลุดจากมือตกใส่แผ่นโลหะเสียงดังจนต้องตื่นขึ้นทันที

เดินเล่นออกกำลังกาย

แม้การเดินเล่นยืดเส้นยืดสายจะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การเดินออกกำลังกายและเปลี่ยนบรรยากาศนั้นเชื่อว่ามีส่วนช่วยให้สมองส่วนหน้าทำงานได้ดีขึ้น ในกรณีของไอน์สไตน์นั้น สมัยที่เขาทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เขาจะเดินไปกลับจากที่ทำงานเป็นระยะทางราว 2.5 กิโลเมตรเป็นประจำ ซึ่งเหมือนกับที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน ผู้ค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการเองก็ชอบเดินออกกำลังเป็นเวลา 45 นาทีทุกวัน

Image copyright Getty Images

การเดินเล่นช่วยเสริมสร้างความจำ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหาที่เราไม่อาจทำได้ด้วยการนั่งทำงานติดเก้าอี้อยู่ในสำนักงานตลอดเวลา

นักวิทยาศาสตร์บอกว่าการเดินเล่นทำให้สมองส่วนหน้าหรือเซรีบรัมมีความปั่นป่วนน้อยลง และหันมาจดจ่อกับการก้าวเท้าไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้ความสามารถในการพิจารณาวินิจฉัยสิ่งต่าง ๆ และการใช้ภาษาดีขึ้น แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดมาสนับสนุนความเชื่อในเรื่องนี้ แต่การลองนำไปปฏิบัติดูบ้างก็ไม่เสียหายอะไร

กินสปาเก็ตตี้

ไอน์สไตน์เคยกล่าวติดตลกว่า สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดเกี่ยวกับประเทศอิตาลีก็คือสปาเก็ตตี้ แต่คนส่วนใหญ่ทราบว่าการกินอาหารประเภทแป้งมากเกินไปนั้นไม่ดีต่อร่างกาย

สมองนั้นชื่นชอบน้ำตาลกลูโคสที่ได้จากการย่อยอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ โดยสมองนั้นต้องใช้พลังงานถึง 20% จากแหล่งพลังงานทั้งหมดในร่างกาย ทั้งเซลล์ประสาทยังไม่สามารถสะสมพลังงานเอาไว้เองได้ ทำให้การป้อนพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตอย่างต่อเนื่องสำคัญต่อการทำงานของสมองอย่างมาก การอดแป้งจึงทำให้เกิดอาการมึนงงปวดศีรษะ ความจำย่ำแย่และมีปฏิกิริยาตอบสนองช้า

Image copyright Getty Images

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารจำพวกแป้งอย่างสปาเก็ตตี้มากเกินไปก็ไม่เป็นผลดีต่อสมองเช่นกัน โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการรับประทานคาร์โบไฮเดรตราว 25 กรัมต่อครั้งนั้นมีผลดี แต่ถ้ารับประทานมากกว่านั้นสองเท่าก็อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้

สูบไปป์เป็นประจำ

เป็นที่รู้กันว่าไอน์สไตน์นั้นติดการสูบไปป์อย่างมาก จนภาพถ่ายที่เขาคาบกล้องยาสูบหลายภาพกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวไปแล้ว ควันจากกล้องยาสูบติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง และบางครั้งเขาจะเก็บก้นบุหรี่ที่พื้นขึ้นมายัดใส่กล้องยาสูบของตัวเองด้วยซ้ำไป ไอน์สไตน์บอกว่าการสูบไปป์ทำให้เกิดบรรยากาศที่สงบและช่วยให้พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเป็นภววิสัยตามข้อเท็จจริงในทุกเรื่อง โดยไม่มีอารมณ์ความรู้สึกหรืออคติเข้ามาทำให้ไขว้เขว

นิสัยชื่นชอบการสูบไปป์ของไอน์สไตน์ ตรงข้ามกับความรู้ใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่าการสูบบุหรี่และยาสูบอื่น ๆ ทำให้เซลล์สมองไม่ก่อตัวจนเปลือกสมองหรือ เซรีบรัล คอร์เท็กซ์ บางตัวลง ทั้งยังทำให้สมองขาดอ็อกซิเจนอีกด้วย การวิจัยครั้งหนึ่งที่ทำในสหราชอาณาจักรพบว่า ผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมีไอคิวต่ำกว่าผู้ที่ไม่สูบ

แต่อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยอีกชิ้นที่ทำในสหรัฐฯกลับพบว่าเด็กฉลาดมักโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่จัดกว่าคนทั่วไป ซึ่งก็ไม่แน่ชัดว่าเป็นเพราะสาเหตุใดและมีความเกี่ยวข้องกับกรณีของไอน์สไตน์นี้หรือไม่

ไม่สวมถุงเท้า

ไอน์สไตน์เคยเขียนจดหมายไปถึงภรรยาของเขาว่า "เมื่อผมยังเด็ก ผมสังเกตเห็นว่านิ้วหัวแม่เท้าจะทำให้ถุงเท้าเกิดเป็นรูขึ้นเสียทุกครั้งไป ผมเลยเลิกใส่ถุงเท้า"

ต่อมาเมื่อใดที่เขาหารองเท้าแตะของตนเองไม่เจอ ก็จะไปคว้าเอารองเท้ารัดส้นของภรรยามาสวมแทน ซึ่งการแต่งตัวแบบฮิปสเตอร์เช่นนี้ไม่มีบันทึกปรากฏว่าส่งผลดีต่อการสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ของเขาหรือไม่

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ไอน์สไตน์นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นคนไม่ชอบสวมถุงเท้า

ซ้ำร้ายยังมีผลการวิจัยหนึ่งชี้ว่า การเปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อผ้าแบบสบาย ๆ แทนที่เครื่องแบบที่ดูเป็นทางการนั้น ทำให้ผู้ที่แต่งกายแบบลำลอง ไม่สามารถทำแบบทดสอบวิเคราะห์สิ่งที่เป็นนามธรรมได้ดีนัก

เมื่อไม่อาจหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของไอน์สไตน์มีส่วนสร้างให้เขาเป็นอัจฉริยะตลอดกาลของโลกได้จริงหรือไม่ การรับฟังคำแนะนำโดยตรงจากเขาในเรื่องนี้อาจเป็นสิ่งที่ดีกว่า โดยไอน์สไตน์เคยกล่าวกับนิตยสารไลฟ์ไว้ในปี 1955 ว่า "สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าหยุดตั้งคำถาม ความอยากรู้อยากเห็นนั้นมีเหตุผลในการดำรงอยู่ของตัวมันเอง"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง