ทรัมป์ประกาศชัยชนะ หลังศาลให้ใช้คำสั่งห้าม 6 ชาติเข้าสหรัฐฯได้

ประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยข่าวดี จากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยข่าวดี จากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ

หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้นำคำสั่งที่ถูกระงับไว้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งห้ามพลเมือง 6 ชาติมุสลิมเดินทางเข้าประเทศก่อนหน้านี้ กลับมาบังคับใช้อีกเป็นบางส่วน ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ถึงกับออกแถลงการณ์ประกาศชัยชนะของตน โดยระบุว่าคำตัดสินล่าสุดนี้ถือเป็น "ชัยชนะที่ชัดเจนสำหรับความมั่นคงแห่งชาติของเรา"

สาเหตุที่ทรัมป์ถือว่าคำตัดสินศาลฎีกาครั้งนี้ เป็นความสำเร็จอันใหญ่หลวงของเขา เพราะแต่เดิมผู้นำสหรัฐฯ มีจุดมุ่งหมายให้คำสั่งนี้ช่วยยกเครื่องปรับปรุงระบบการตรวจคนเข้าเมืองเสียใหม่ โดยมุ่งเสริมสร้างประสิทธิภาพในการสกัดเครือข่ายก่อการร้ายที่แทรกซึมเข้ามาจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ความพยายามบังคับใช้คำสั่งนี้ของผู้นำสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีอันต้องล้มเหลวถึง 2 ครั้ง หลังพบกับการประท้วงต่อต้านจากกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับการกีดกันแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา ซึ่งเห็นว่าคำสั่งนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งศาลประจำรัฐต่างๆ ยังมีคำวินิจฉัยให้ระงับคำสั่งที่ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" นี้เสียอีกด้วย

อุปสรรคที่เข้าขัดขวางการบังคับใช้คำสั่งของประธานาธิบดีดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามเรื่องอำนาจในการบริหารประเทศของทรัมป์ว่ามีอยู่จริงมากน้อยเพียงใด แต่ในครั้งนี้ เมื่อเกมการเมืองเรื่องความมั่นคงและความขัดแย้งทางเชื้อชาติศาสนา พลิกกลับมาให้ทรัมป์เป็นฝ่ายได้ชัยชนะ หลายฝ่ายจึงกำลังจับตามองว่าสถานการณ์อันผันผวนไม่แน่นอนจะดำเนินไปในทิศทางใดต่อไป

คำสั่งห้ามเข้าสหรัฐฯครั้งใหม่นี้จะมีผลอย่างไร ?

ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้นำคำสั่งห้ามพลเมือง 6 ชาติมุสลิมเดินทางเข้าประเทศเป็นเวลา 90 วัน และระงับการตั้งถิ่นฐานของผู้ลี้ภัยทุกชาติในสหรัฐฯ เป็นเวลา 120 วัน กลับมาบังคับใช้อีกครั้ง ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเป็นการบังคับใช้ชั่วคราว ก่อนที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าคำสั่งนี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่อย่างเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคมนี้ โดยคำสั่งห้ามเข้าสหรัฐฯ จะเริ่มกลับมามีผลบังคับใช้เมื่อถึงเวลา 72 ชั่วโมงหลังศาลออกคำตัดสินดังกล่าว

ส่วนการอนุญาตให้บังคับใช้คำสั่งนั้น ศาลฎีการะบุว่าเป็นการให้บังคับใช้แต่เพียงบางส่วน ซึ่งหมายถึงว่ามีข้อยกเว้นให้พลเมืองของ 6 ชาติ ได้แก่ อิหร่าน ซีเรีย เยเมน โซมาเลีย ซูดาน และลิเบีย รวมทั้งผู้ลี้ภัยในโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ในสหรัฐฯ จากทุกชาติ สามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ก็ต่อเมื่อ "มีข้ออ้างที่น่าเชื่อถือได้ว่ามีความสัมพันธ์กับบุคคลหรือองค์กรในสหรัฐฯ อย่างแท้จริง" เช่น เป็นญาติสนิท เป็นนักศึกษาที่ลงทะเบียนแล้วกับมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ หรือได้รับการจ้างงานจากกิจการในสหรัฐฯ รวมทั้งมีความสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ในสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการและมีเอกสารรับรอง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ มีการประท้วงทั่วสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีทรัมป์ออกคำสั่งห้ามพลเมือง 6 ชาติเข้าประเทศ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ลูกจ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ และบุคคลที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน ยังได้รับการยกเว้นให้เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ตามเนื้อหาของคำสั่งเดิมอีกด้วย ส่วนบุคคลที่มีวีซ่าเข้าสหรัฐฯ อย่างถูกต้องอยู่แล้ว หรือเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรที่มีกรีนการ์ด รวมทั้งผู้ถือ 2 สัญชาติที่ใช้หนังสือเดินทางของประเทศที่ไม่อยู่ในกลุ่มต้องห้าม จะสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องประสบปัญหาเหมือนกับครั้งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม บุคคลและองค์กรที่พยายามหาทางให้พลเมืองจากชาติเหล่านี้เดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่มีเหตุอันสมควรอย่างแท้จริง เช่น องค์กรการกุศลที่พยายามจะช่วยนำผู้ลี้ภัยเข้าประเทศโดยอ้างว่าเป็นผู้ร่วมงานนั้น กรณีเช่นนี้จะทำให้บุคคลที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาถูกห้ามเข้าสหรัฐฯ ไปโดยปริยาย

คำสั่งศาลฎีกาถือเป็นชัยชนะของทรัมป์ได้หรือไม่ ?

หลังจากคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ 9 คน ลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ ให้นำคำสั่งห้ามพลเมือง 6 ชาติมุสลิมเข้าประเทศกลับมาบังคับใช้อีกครั้ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า มติที่เป็นเอกฉันท์ดังกล่าวคือชัยชนะอย่างชัดเจนสำหรับความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เขาสามารถใช้เครื่องมือสำคัญคือคำสั่งประธานาธิบดีในการพิทักษ์ปกป้องชาติและบ้านเกิดเมืองนอนได้

"ในฐานะประธานาธิบดี ผมไม่อาจยอมให้คนที่ต้องการทำร้ายเราเข้ามาในประเทศของเราได้ ผมต้องการคนที่สามารถรักประเทศและพลเมืองของเราทั้งหมด รวมทั้งคนที่ขยันขันแข็งทำงานหนักด้วย" นายทรัมป์กล่าวในแถลงการณ์ล่าสุด โดยย้ำว่าความรับผิดชอบอันดับแรกของเขาในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดนั้น เหนือสิ่งอื่นใดคือการทำให้ชาวอเมริกันมีความมั่นคงปลอดภัยนั่นเอง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ แถลงการณ์ประกาศ "ชัยชนะของความมั่นคงแห่งชาติ" จากประธานาธิบดีทรัมป์

มองกันว่าคำตัดสินของศาลฎีกาดังกล่าว เท่ากับเป็นการยืนยันอีกครั้งถึงอำนาจสูงสุดของประธานาธิบดีที่ครอบคลุมการบริหารทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความมั่นคงของชาติ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลในอดีตมักยืนอยู่ข้างประธานาธิบดีในเรื่องดังกล่าวเสมอ

แม้ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายจะเกรงกันว่าการออกคำสั่งที่มีแนวโน้มนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงของผู้นำสหรัฐฯ จะทำให้การใช้อำนาจและสิทธิพิเศษในฐานะประธานาธิบดีของเขาถูกจำกัดลง แต่สุดท้ายผลก็ปรากฏออกมาว่า สิ่งที่คาดการณ์กันก่อนนี้ไม่ปรากฏเป็นจริงขึ้นมาแต่อย่างใด โดยคำตัดสินของศาลฎีการะบุชัดเจนว่า เห็นชอบให้นำคำสั่งห้ามพลเมือง 6 ชาติเข้าสหรัฐฯ กลับมาใช้อีก เนื่องจากมีความเห็นใจว่ารัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินมาตรการเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง

แม้ศาลฎีกาจะระบุว่า อนุญาตให้นำคำสั่งดังกล่าวกลับมาใช้เพียงบางส่วนภายใต้เงื่อนไขจำกัด และศาลจะพิจารณาความเหมาะสมทางกฎหมายของคำสั่งดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบต่อไปในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ แต่เมื่อถึงเวลานั้น รัฐบาลสหรัฐฯ น่าจะดำเนินการยกเครื่องระบบตรวจคนเข้าเมือง และพิจารณาวางมาตรการป้องกันการแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นมาตรการฉบับถาวรได้เรียบร้อยแล้ว

โอกาสในการดำเนินการตามคำสั่งห้ามเข้าประเทศที่มีอยู่เดิมในขณะนี้ จะทำให้คำวินิจฉัยอย่างเต็มรูปแบบของศาลฎีกาที่จะมีขึ้นอีกครั้งใน 3 เดือนข้างหน้าไม่มีความหมาย ซึ่งมาตรการถาวรที่จะออกมาใหม่อาจมีความรุนแรงเข้มงวดยิ่งกว่าคำสั่งที่จะบังคับใช้ในขณะนี้เสียอีก เมื่อมองในภาพรวมแล้ว ถือเป็นชัยชนะของประธานาธิบดีทรัมป์ในการใช้อำนาจดำเนินการตามนโยบายและคำสั่งของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ในที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง