“หญิงต้องสาป” ชาวเคนยา ผู้กล้าดิ้นรนจนพ้นชะตากรรมมืด

เทอร์รี โกบันกา นักเขียนและนักกิจกรรมเพื่อผู้หญิง Image copyright JOSSE JOSSE
คำบรรยายภาพ วันนี้เทอร์รี โกบันกา ยิ้มได้อย่างเต็มภาคภูมิในฐานะแม่ นักเขียน และนักกิจกรรมเพื่อผู้หญิง

นางสาวเทอร์รี โกบันกา นักเทศน์และผู้ดูแลสมาชิกของโบสถ์แห่งหนึ่งในกรุงไนโรบีของเคนยา ก็เหมือนกับหญิงสาวทั่วไปที่เฝ้ารอคอยวันสำคัญของตนที่จะได้เข้าพิธีสมรสกับชายคนรักอย่างใจจดใจจ่อ ใครจะรู้ว่าวันที่เธอหมายมั่นจะเริ่มต้นชีวิตคู่ ได้กลับกลายเป็นจุดเริ่มของโศกนาฏกรรมที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตติดต่อกันหลายระลอก จนเธอถูกตราหน้าว่าเป็น "ผู้หญิงต้องสาป" และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าชะตากรรมที่เลวร้ายจะผ่านพ้น โดยเธอยืนหยัดขึ้นได้อีกครั้งในฐานะนักเขียนและนักกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือหญิงที่ประสบเคราะห์กรรมแบบเดียวกัน

ในคืนก่อนวันแต่งงาน เทอร์รีพบว่า "แฮร์รี" ซึ่งก็คือคู่หมั้นและว่าที่เจ้าบ่าว ได้ลืมเนคไทที่จะสวมใส่ในวันรุ่งขึ้นเอาไว้ที่บ้านของเธอ ทำให้เพื่อนเจ้าสาวที่มาค้างกับเธอในคืนนั้นอาสาจะนำเอาไปให้เจ้าบ่าวตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ เนื่องจากพิธีแต่งงานจะมีขึ้นในช่วงสายราว 10.00 น.

เทอร์รีเดินไปส่งเพื่อนเจ้าสาวคนดังกล่าวขึ้นรถประจำทางในตอนเช้ามืด แต่ระหว่างที่เธอเดินกลับบ้านไปตามทางที่มืดและเปลี่ยว กลุ่มชายฉกรรจ์ 3 คนได้ฉุดเธอขึ้นรถ โดยผลักเธอไปที่เบาะหลังแล้วผลัดกันข่มขืนต่อยตีเธอ คนร้ายไม่ยอมหยุดแม้จะเอ่ยปากขอร้องว่านี่เป็นวันแต่งงานของเธอแท้ ๆ

เมื่อเทอร์รีขัดขืนต่อสู้และกัดเข้าที่อวัยวะเพศของคนร้าย เธอกลับโดนแทงด้วยมีดเป็นแผลลึกที่ท้อง คนร้ายโยนร่างของเธอลงข้างถนนทั้งที่รถกำลังวิ่ง ซึ่งทำให้เธอหมดสติไปนานหลายชั่วโมงกว่าที่จะมีคนมาพบและนำตัวส่งโรงพยาบาล ผู้เห็นเหตุการณ์บางคนสังเกตลักษณะการแต่งกายของเธอและเดาว่าเธอน่าจะเป็นเจ้าสาว ทำให้พวกเขาช่วยกันออกตามหางานแต่งงานที่เจ้าสาวไม่ไปปรากฏตัวในโบสถ์ละแวกนั้น จนได้พบกับครอบครัวและเจ้าบ่าวของเทอร์รีในที่สุด

Image copyright TERRY GOBANGA
คำบรรยายภาพ พิธีแต่งงานของเทอร์รีกับแฮร์รี โอลวันเด เมื่อปี 2005

แม้ "แฮร์รี" เจ้าบ่าวของเทอร์รีจะยืนยันว่ายังอยากแต่งงานกับเธออยู่ แต่สภาพร่างกายและจิตใจที่ย่ำแย่ของเทอร์รีทำให้เธอไม่สามารถมองหน้าเขาได้ ญาติบางคนโทษว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของเธอที่ไม่ระวังตัว และหมอที่ให้การรักษาบอกว่าเธอจะไม่สามารถมีลูกได้ เพราะแผลถูกแทงที่ท้องลึกและสร้างความเสียหายให้อวัยวะภายในมาก

อย่างไรก็ตาม 7 เดือนต่อมาเทอร์รีตัดสินใจเข้าพิธีวิวาห์กับแฮร์รีอีกครั้ง โดยคราวนี้มีองค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือเหยื่อการข่มขืนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ เทอร์รีเริ่มมีความหวังในชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง แต่ใครจะคาดคิดว่าหลังแต่งงานได้เพียงเดือนเดียวเธอกลับต้องสูญเสียสามีไปอย่างไม่มีวันกลับ เพราะเขาใช้เตาถ่านให้ความอบอุ่นในห้องนอนที่อับอากาศ จนมีก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์สะสมสูง ทำให้หมดสติและเสียชีวิต ซึ่งเธอเองก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากเหตุครั้งนั้นด้วยเช่นกัน

Image copyright TERRY GOBANGA
คำบรรยายภาพ เทอร์รีกับทอนนี โกบันกา คู่ชีวิตคนปัจจุบัน

หลังเหตุการณ์นี้แพร่ไปทางสื่อมวลชน เทอร์รีถูกผู้คนเรียกว่าเป็น "หญิงต้องสาป" เพื่อนบ้านบางคนไม่ยอมให้ลูกหลานมาเข้าใกล้ เพราะเชื่อว่าเคราะห์กรรมที่เธอต้องเผชิญติดต่อกันนั้นมาจากคำสาปลึกลับหรือไม่ก็ถูกเทพเจ้าสาปแช่ง เทอร์รีเองคร่ำครวญโศกเศร้าถึงสามีเกือบตลอดเวลา และเริ่มเชื่อว่าตนเองต้องสาปจริง ๆ อย่างที่ชาวบ้านพูดกัน เธอตั้งใจว่าจะไม่ขอแต่งงานอีกต่อไป เพราะไม่อยากให้ชายใดมารับเคราะห์ ทั้งไม่อาจทำใจต่อการสูญเสียคนรักไปอีกครั้งได้

แต่สามปีให้หลัง ชะตากรรมของเทอร์รีเริ่มพลิกผัน เมื่อชายที่ชื่อ ทอนนี โกบันกา เข้ามาติดพันและพูดคุยคบหากับเธอ ในตอนแรกเธอไล่ให้เขาไปซื้อนิตยสารอ่านดูว่าเธอคือใคร ทั้งยังบอกด้วยว่าเธอไม่สามารถมีลูกได้ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ทอนนีเลิกล้มความตั้งใจที่จะแต่งงานกับเธอ แม้เพื่อนฝูงและครอบครัวจะพยายามห้ามปรามเขาไม่ให้ไปใช้ชีวิตคู่กับ "หญิงต้องสาป" ก็ตาม

Image copyright TERRY GOBANGA
คำบรรยายภาพ เทอร์รีกับลูกสาวทั้งสอง

หนึ่งปีหลังการแต่งงาน เทอร์รีได้รับข่าวดีที่ไม่คาดฝัน โดยแพทย์แจ้งว่าเธอตั้งครรภ์และน่าจะรักษาทารกให้อยู่รอดจนถึงกำหนดคลอดได้ด้วยการดูแลเป็นพิเศษ ในที่สุดเทอร์รีคลอดลูกสาวที่แข็งแรงซึ่งเธอตั้งชื่อให้ว่าเทฮิลเล และอีก 4 ปีต่อมาเธอยังได้มีลูกสาวคนเล็กอีกคนตามมาด้วย

เทอร์รีนำชีวิตที่น่าอัศจรรย์ของเธอมาเขียนเล่าในหนังสือ "คลานออกจากความมืด" (Crawling out of Darkness) และก่อตั้งองค์กรการกุศล "คารา โอลมูรานี" ซึ่งมีบ้านพักให้กับหญิงที่ถูกข่มขืนได้ใช้พักใจและตั้งหลักก่อนกลับเข้าสู่สังคมตามปกติในภายหลัง

"เราจะไม่เรียกหญิงเหล่านี้ว่าเหยื่อข่มขืน แต่เราเรียกพวกเธอว่า 'ผู้รอดจากการข่มขืน' เราหนุนให้พวกเธอลุกขึ้นสู้และตระหนักในคุณค่าของตนเอง สิ่งสำคัญสำหรับคนที่เจอเรื่องร้ายอย่างฉันมาก็คือ ต้องปล่อยพวกเขาให้เศร้าเสียให้พอ ให้ร้องไห้เสียจนรู้สึกว่าต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างกับชีวิตนั่นแหละ เราต้องเดินต่อไป แม้จะอ่อนแอจนต้องคลานไปข้างหน้าก็ต้องทำ" เทอร์รีกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม