สตีเฟน ฮอว์คิง : จุดยืนเรื่องสภาพอากาศของ "ทรัมป์" ส่งผลร้ายต่อโลก

ฮอว์คิง Image copyright Getty Images

ศ.สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยาชาวอังกฤษ ชี้การตัดสินใจถอนตัวออกจากความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงต่อโลกที่ไม่อาจแก้ไขได้

ศ.ฮอว์คิง ระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้โลกกลายเป็นดาวที่ร้อนระอุเช่นเดียวกับดาวศุกร์

ศ.ฮอว์คิงให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซี ในโอกาสฉลองวันเกิดปีที่ 75 ว่า เขากลัวว่า 'ความก้าวร้าว' จะเป็นลักษณะนิสัยที่อยู่ในโครงสร้างมนุษย์ และความหวังเดียวที่มนุษยชาติจะอยู่รอดก็คือการอพยพไปอาศัยอยู่ที่ดาวอื่น

สิ่งที่ ศ.ฮอว์คิง กังวลที่สุดคืออนาคตของมนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ตัดสินใจถอนตัวออกจากความตกลงปารีส ซึ่งเป็นกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

"เรากำลังจะมาถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้แล้ว การกระทำของทรัมป์เป็นการนำโลกสู่วิกฤต โลกจะกลายเป็นเหมือนดาวศุกร์ อุณหภูมิสูง 250 องศา ฝนจะตกเป็นกรดกำมะถัน," ศ.ฮอว์คิง ระบุ

ศ.ฮอว์คิง อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และนักวิทยาศาสตร์ที่ว่ากันว่าโด่งดังที่สุดในโลก แม้ว่าจะต้องต่อสู้กับอาการประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวผิดปกติ (motor neurone disease) ตั้งแต่อายุ 21 ปี ซึ่งทำให้เขาไม่อาจเคลื่อนไหวและพูดได้เป็นปกติ แต่เขาก็เป็นหนึ่งในนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคนี้ โดยทฤษฎีเรื่องหลุมดำและต้นกำเนิดของจักรวาลของเขานำเราไปสู่ความเข้าใจใหม่ ๆ เกี่ยวกับระบบจักรวาล

"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่งที่เรากำลังเผชิญ และเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ถ้าเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ แต่การไม่ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นจริง และถอนตัวจากความตกลงปารีส โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังสร้างความเสียหายซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ต่อโลกที่งดงาม ทำลายธรรมชาติและลูกหลานของเรา"

ศ.ฮอว์คิง บอกว่ามนุษยชาติเหลือเวลาบนโลกนี้น้อยลงเต็มที เขาไม่มีความหวังนักว่ามนุษย์จะสามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือความขัดแย้งระหว่างกันเองได้

"ผมเกรงว่าวิวัฒนาการของมนุษย์ได้นำความโลภและความก้าวร้าวไปฝังอยู่ในพันธุกรรมมนุษย์ ไม่มีทีท่าว่าปัญหาความขัดแย้งจะน้อยลง และการพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารและอาวุธทำลายล้างจะยิ่งนำไปสู่หายนะ ความหวังเดียวของมนุษยชาติอาจจะเป็นอาณานิคมอื่นในอวกาศ"

Image copyright Getty Images

ศ.ฮอว์คิง ยังกล่าวถึงการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ของสหราชอาณาจักร ว่าจะส่งผลกระทบต่อการศึกษาค้นคว้าวิจัยในสหราชอาณาจักรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการร่วมมือกัน ผลพวงที่เกิดขึ้นจะเลวร้าย สหราชอาณาจักรจะถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว และได้แต่สนใจแค่เรื่องตัวเอง"

เมื่อถามว่าอยากจะให้ผู้คนจดจำเขาอย่างไร ศ.ฮอว์คิงบอกว่า "ผมไม่เคยคิดว่าจะมีอายุถึง 75 ปี ผมรู้สึกโชคดีที่ได้มานั่งนึกว่าอยากให้คนจดจำผมเรื่องอะไร ผมคิดว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของผมก็คือการค้นพบว่าหลุมดำนั้นไม่ได้เป็นสีดำไปเสียทั้งหมด"

การค้นพบดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "รังสีฮอว์คิง" โดย ศ. ฮอว์คิง เสนอไว้ตั้งแต่ปี 1974 ว่า หลุมดำสามารถ "แผ่รังสี" โดยปลดปล่อยอนุภาคจำนวนเล็กน้อยออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในที่สุดจะทำให้หลุมดำนั้นระเหยหายไป เขากล่าวว่านี่จะนำไปสู่ความเข้าใจและไขปัญหาที่เกิดจากความความย้อนแย้งระหว่างกลศาสตร์ควอนตัมและทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

เมื่อถามว่าเขาอยากจะได้อะไรเป็นของขวัญ ศ.ฮอว์คิง กล่าวว่าอยากหายจากอาการที่เป็นอยู่ หรือไม่ก็แค่ทำให้อาการหยุดลุกลาม

"หมอวินิจฉัยอาการนี้ตอนผมอายุ 21 ปี และบอกว่าผมจะตายภายในสองสามปี ตอนนี้ผ่านไป 54 ปีแล้ว แม้จะอ่อนแอลงมากและต้องนั่งรถเข็น แต่ผมก็ยังทำงานและเขียนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ง่ายเลย ทุกอย่างผ่านมาได้ก็ด้วยความช่วยเหลือจากครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนฝูงของผม"