เสรีภาพสื่อที่ถูก 'คุกคาม' ในเมียนมายุคใหม่

บก. Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ โจ มิน ซุย บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ เดอะ วอยส์ ถูกจับกุมตัวหลังนักข่าวสองคนของหนังสือพิมพ์ถูกกองทัพฟ้องร้องจากการเขียนบทความเชิงเย้ยหยัน

การเข้ามาทำหน้าที่ของรัฐบาลกึ่งพลเรือนของเมียนมาเมื่อปี 2011 ทำให้การควบคุมและจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนในประเทศที่มีมาตลอดเกือบ 50 ปี ภายใต้การนำของรัฐบาลทหาร คลายความเข้มงวดลง

นักข่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนักโทษทางการเมืองที่ได้รับการปล่อยตัว นำไปสู่การก่อตั้งสำนักข่าวที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ตอบสนองความต้องการของกลุ่มประชาชนที่อ่านออกเขียนได้ซึ่งโหยหาข่าวสารจากสื่อที่ไม่เลือกข้างมาเป็นเวลานาน

ในปี 2015 เมื่อพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี ของนางออง ซาน ซู จี ชนะการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ หลายคนคาดหวังว่าเสรีภาพสื่อจะมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่นักข่าวและนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพสื่อกลับต้องเจอการตอบโต้ที่แข็งกร้าวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับกองทัพ ซึ่งยังเป็นผู้กุมอำนาจอยู่มากในประเทศ

โดยกรณีล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งนักข่าวสามคนถูกทหารจับกุมตัว หลังกลับจากการเดินทางไปดูการเผายาเสพติดของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอางที่รัฐฉาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

Image copyright HEIN HTET/THE IRRAWADDY
คำบรรยายภาพ ลาวี วาง เป็นนักข่าวที่ได้รับความนับถือจากการรายงานเรื่องกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ในเมียนมา

เอ นาย วัย 53 ปี และ เพียะ โพ นาย วัย 24 ปี เป็นนักข่าวของสำนักข่าว Democratic Voice of Burma (DVB) ในขณะที่ ลาวี วาง อายุ 38 เป็นนักข่าวของสำนักข่าวอิรวดี สำนักข่าวทั้งสองแห่งนี้บริหารงานโดยผู้ที่เคยลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศในยุคที่เมียนมาปกครองโดยรัฐบาลทหาร และเดินทางกลับมาหลังการปฏิรูปทางการเมืองในปี 2012

นักข่าวทั้งสามคนนี้ถูกส่งตัวให้กับตำรวจและแจ้งข้อกล่าวหาฐานติดต่อกับกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมในการกระทำผิดกฎหมาย (Unlawful Association Act) กฎหมายเก่าแก่ตั้งแต่สมัยที่เมียนมายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยกองทัพกองทัพเมียนมาเพิ่งปะทะกับกลุ่มกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอางเมื่อไม่นานมานี้ และชี้ว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย

นักข่าวสามคนอาจจะต้องติดคุกสูงสุดถึงสามปี โดย วิน เทน ผู้ช่วยคนสนิทของนางออง ซาน ซู จี ผู้ที่เคยเป็นนักโทษทางการเมืองมาก่อน ได้ยืนยันว่าการตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกต้องเนื่องจากนักข่าวทั้งสามคนทำผิดกฎหมายจริง

อย่างไรก็ตาม การจับกุมดังกล่าวกลายเป็นที่ถกเถียงอย่างมากเนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีนักข่าวที่เคยพบกับกลุ่มกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอางมาก่อนแต่ไม่เคยถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอางก็เคยพบปะโดยตรงกับกลุ่มนักข่าวและเจ้าหน้าที่รัฐในการเจรจาสันสติภาพที่กรุงเนปิดอว์มาแล้ว

บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว

ลาวี วาง เป็นนักข่าวที่ได้รับความนับถือจากการรายงานเรื่องกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ในเมียนมา คู่หมั้นของเขา ลวย ทอ บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ลาวี วาง ทราบดีว่าการรายงานและวิพากษ์วิจารณ์ทหารและรัฐบาลในประเด็นเหล่านี้อาจทำให้เขาติดคุกได้ แต่เธอระบุว่า "เขาต้องรายงานเพื่อกลุ่มคนที่ 'ไม่มีปากมีเสียง' และ 'ไม่มีอำนาจ' "

Image copyright EPA

ออง ซอ บรรณาธิการของสำนักข่าวอิรวดี เล่าว่า ลาวี วางแผนจะสืบสวนเรื่องที่มีการรายงานการกระทำทารุณของทหารและกองทหารอาสาสมัครท้องถิ่น แต่กลับต้องถูกจับกุมอย่างผิดกฎหมาย ทั้งที่นักข่าวเคยได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องให้เข้าไปทำข่าวในพื้นที่ ๆ มีความขัดแย้งได้ สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า "การทำงานของสื่อกำลังถูกคุกคาม"

เขายังเขียนในบทความแสดงความคิดเห็นของเขาว่า "การกลับมาของบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวเป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกิดขึ้นหลังพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้น"

"ผมอดนึกถึงความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความหวังของ ลาวี ตอนวันเลือกตั้งไม่ได้ เขาไม่เคยนึกเลยว่าเขาจะต้องมาถูกคุมขังภายใต้รัฐบาลนี้"

โพสต์เฟซบุ๊กตกเป็นเป้า

หลายสัปดาห์ก่อนหน้าการจับกุมนี้ นักข่าวสองคนจากหนังสือพิมพ์ เดอะ วอยส์ ในเมียนมาถูกกองทัพฟ้องร้องจากการเขียนบทความเชิงเย้ยหยัน

บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ถูกคุมตัวและฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาท ตามกฎหมายโทรคมนาคม ที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่าถูกนำมาใช้เพื่อปิดปากผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ทหารและรัฐบาลทางออนไลน์

นักเคลื่อนไหวให้ข้อมูลว่าตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2013 มีคนอย่างน้อย 71 คนถูกตั้งข้อหานี้ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากพรรคเอ็นแอลดีเข้ามาบริหารประเทศแล้ว

ชายคนหนึ่งถูกตัดสินให้จำคุกหกเดือนเพราะตีพิมพ์กลอนบทหนึ่งบนเฟซบุ๊กที่พูดถึงการสักรูปนายเต็ง เส่ง อดีตประธานาธิบดีเมียนมา บนอวัยวะเพศของเขา

นางซู จี ถูกวิจารณ์โดยนานาชาติอย่างต่อเนื่องจากการที่เธอไม่ตอบโต้เมื่อถูกกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงโดยทหารต่อทั้งชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญา และชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

ขณะเดียวกันการปฏิบัติต่อนักข่าวภายใต้รัฐบาลของเธอก็กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ดี ผู้สังเกตการณ์บางคนเห็นว่า ไม่ใช่ว่าเสียงวิจารณ์จะถูกต้องไปเสียหมด เพราะฝ่ายทหารก็ยังมีอำนาจอยู่มาก โดยควบคุมทั้งกระทรวงกลาโหม มหาดไทย กระทรวงกิจการชายแดน และครองที่นั่งในสภาถึง 1 ใน 4 แต่บางฝ่ายแย้งว่าในขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยเป็นไปอย่างเนิบช้า นางซู จี เองก็ไม่มีทางเลือกมากนัก และจำเป็นต้องก้าวย่างอย่างระมัดระวัง

Image copyright Reuters

นางซู จี เองเคยบอกกับบีบีซีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ว่า เธอก็เป็นแค่นักการเมืองคนหนึ่ง ไม่ใช่ 'แม่ชีเทเรซา'

อย่างไรก็ตาม เอ ชาน นาย บรรณาธิการใหญ่ของ Democratic Voice of Burma บอกกับบีบีซีว่า การที่พรรคเอ็นแอลดีมีเสียงข้างมากในสภาหมายความว่าพรรคมีอำนาจในการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายที่ใช้จัดการกับนักข่าวได้

เขาบอกว่า การที่นักข่าวของเขาโดนจับเพียงเพราะทำงานตามหน้าที่ปกติเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก และ "วิธีการตอบโต้ของรัฐบาลต่อกรณีนี้ก็น่าผิดหวังอย่างยิ่ง"

"การกระทำของทหารเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ที่น่าตกใจคือฝ่ายรัฐบาลกลับสนับสนุน เปิดไฟเขียวให้ทหาร แทนที่จะช่วยเหลือนักข่าวที่ทำงานอย่างไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด"

อย่างไรก็ตามนายวิน เทน ผู้ช่วยคนสนิทของนางออง ซาน ซู จี ระบุว่า การเจรจาสันติภาพกับกลุ่มต่าง ๆ ให้สำเร็จ มีความสำคัญกว่าการแก้ไขพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมในการกระทำผิดกฎหมาย

ขณะที่นายมะรัท จอ ตู ผู้สื่อข่าวอาวุโสของนิตยสาร Frontier Myanmar กล่าวว่า เขาไม่เชื่อว่านักข่าวจะหยุดรายงานเรื่องกลุ่มติดอาวุธ หรือนำเสนอเรื่องราวจากพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้ง

แต่เขาก็ยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหลายกรณีเมื่อเร็ว ๆ นี้ทำให้นักข่าวหันมาถกเถียงกันว่าจะสามารถวิพากษ์วิจารณ์ทหารได้มากน้อยแค่ไหน

เขาบอกด้วยว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา กลุ่มนักข่าวเคยตั้งคำถามเรื่องเสรีภาพสื่อกับนางซู จี หลังเกิดคดีจับกุมอย่างต่อเนื่อง แต่เธอก็ไม่เคยรับฟังแต่อย่างใด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง