สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ซ้อมยิงขีปนาวุธตอบโต้เกาหลีเหนือ

กองกำลังสหรัฐฯและเกาหลีใต้ยิงขีปนาวุธไปยังทะเลญี่ปุ่นในวันพุธ(5 ก.ค.) เพื่อเป็นการตอบโต้ที่เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีมเมื่อวานนี้ Image copyright AFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ กองกำลังสหรัฐฯและเกาหลีใต้ยิงขีปนาวุธไปยังทะเลญี่ปุ่นในวันพุธ(5 ก.ค.) เพื่อเป็นการตอบโต้ที่เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีมเมื่อวานนี้

กองกำลังสหรัฐฯและเกาหลีใต้ จัดการซ้อมรบร่วมขึ้นอย่างกะทันหัน โดยมีการซ้อมยิงขีปนาวุธเพื่อตอบโต้ที่เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปวานนี้

ประธานาธิบดีมุน เจ อิน ของเกาหลีใต้ระบุว่า พันธมิตรสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ จำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่แท้จริงในการป้องกันขีปนาวุธของตน ซึ่งต้องแสดงออกด้วยการลงมือทำจริง ไม่ใช่เพียงแต่ออกแถลงการณ์เท่านั้น

ส่วนแถลงการณ์ร่วมระหว่างกองทัพเกาหลีใต้และผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯในเกาหลีใต้ระบุว่า ฝ่ายพันธมิตรทั้งสองประเทศรักษาความอดทนอดกลั้นมาโดยตลอดก็จริง แต่สิ่งนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยทางเลือกของกองกำลังพันธมิตรทั้งสองชาติอาจแปรเปลี่ยนไปหากได้รับคำสั่งจากผู้นำของตน ซึ่งจะเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์หากผู้ใดคิดว่าสถานการณ์จะออกมาในรูปอื่นที่ต่างไปจากนี้

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของทางการเกาหลีเหนือ เผยว่านายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดได้กล่าวว่าขอมอบการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป ฮวาซอง-14 ให้เป็นของขวัญแก่ชาวอเมริกันเนื่องในวันชาติสหรัฐฯ และยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ "ส่งห่อของขวัญทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ไปให้พวกแยงกี้อย่างสม่ำเสมอ"

Image copyright KCNA
คำบรรยายภาพ สือเกาหลีเหนือเผยภาพการปล่อยขีปนาวุธเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ดร.นีลส์สัน ไรท์ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันกิจการระหว่างประเทศ หรือ ชัทแธม เฮาส์ ของสหราชอาณาจักร แสดงความเห็นว่าความสำเร็จของเกาหลีเหนือในการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป ที่อาจโจมตีได้ถึงรัฐอะแลสกาของสหรัฐฯ ได้ทำให้สถานการณ์ระหว่างชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในปัญหาความมั่นคงของคาบสมุทรเกาหลีเปลี่ยนไป โดยสหรัฐฯต้องกลายเป็นฝ่ายยอมรับว่า เกาหลีเหนือนั้นเป็นภัยคุกคามต่อประเทศของตนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นภัยแค่ต่อประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกอีกต่อไป โดยที่ผ่านมาผู้นำสหรัฐฯมีจุดอ่อนในการดำเนินนโยบายเรื่องเกาหลีเหนืออย่างออกจะสุดโต่ง รุนแรง และโฉ่งฉ่างมากเกินไป

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม