โลกทำอะไรกับเกาหลีเหนือได้บ้าง?

เกาหลีเหนือเพิ่มการทดสอบขีปนาวุธมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ เกาหลีเหนือเพิ่มการทดสอบขีปนาวุธมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

เกาหลีเหนือถูกขนานนามว่าเป็น "ชาติอันธพาล" หรือเป็น "ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" และอีกหลายอย่าง แต่แทบไม่คำไหนที่เป็นคำชม

รัฐบาลเกาหลีเหนือถูกกล่าวหาว่า กดขี่ข่มเหงประชาชน และพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่ลดละ

ในปีที่แล้ว เกาหลีเหนือได้ทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 5 และปล่อยขีปนาวุธอีกหลายครั้ง นอกจากนี้ คนจำนวนมากยังเชื่อว่า ทางการเกาหลีเหนือได้ก่อเหตุลอบสังหารพี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุด โดยใช้อาวุธเคมี

ล่าสุด เกาหลีเหนือได้ทดสอบสิ่งเกาหลีเหนืออ้างว่า เป็นขีปนาวุธข้ามทวีป เป็นครั้งแรก และหากเป็นเช่นที่กล่าวอ้างจริง ภัยคุกคามที่เกาหลีเหนือมีต่อศัตรูก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น และทำให้ความตึงเครียดระหว่างประเทศเพิ่มตามไปด้วย

แต่เหตุใดเกาหลีเหนือจึงกลายเป็นตัวปัญหามากขนาดนั้น และทำไมจึงไม่มีทางออกในเรื่องนี้?

ประวัติศาสตร์

สหรัฐฯ และโซเวียต ได้แบ่งเกาหลีออกเป็นสองส่วนในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 การเจรจารวมชาติไม่เคยประสบความสำเร็จหลังจากนั้น สองเกาหลีต่างมีรัฐบาลแยกกันในปี 1948 ขณะที่สงครามเกาหลีที่เกิดขึ้นในปี 1950-1953 ทำให้ทั้งสองฝ่ายแตกแยกกันยิ่งขึ้น

ผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือคือนายคิม อิล-ซุง ซึ่งเป็นปู่ของนายคิม จอง-อึน ผู้นำคนปัจจุบัน

เกาหลีเหนือยังคงเป็นชาติที่ยากจนที่สุดชาติหนึ่งในโลก เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือถูกควบคุมจากส่วนกลาง พลเมืองไม่สามารถเข้าถึงสื่อจากโลกภายนอกได้ และนอกเหนือจากผู้มีอภิสิทธิ์บางส่วนแล้ว ก็ไม่มีใครมีเสรีภาพในการเดินทางออกนอกประเทศเลย

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ คิม จอง-อึน (กลาง) กำลังรอจนกว่าเกาหลีเหนือจะแข็งแกร่งขึ้น จึงจะเข้าสู่การเจรจาใช่หรือไม่?

ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ เกาหลีเหนือได้ทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 5 และทดสอบขีปนาวุธอีกหลายครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการสร้างขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ เป้าหมายสูงสุดของเกาหลีเหนือ

การเจรจา

เคยมีการเจรจาให้เกาหลียุติโครงการนิวเคลียร์หลายรอบ ล่าสุดจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รัสเซีย และสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย ในช่วงแรกของการเจรจาก็ดูมีความหวัง

รัฐบาลเกาหลีเหนือเห็นชอบที่จะยุติการดำเนินการด้านนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับความช่วยเหลือและการประนีประนอมทางการเมือง เกาหลีเหนือถึงขั้นยอมระเบิดทำลายหอทำความเย็นที่โรงผลิตแร่พลูโตเนียมในเมืองยอง-บยอน แต่แล้วก็สะดุด สหรัฐฯ ระบุว่า เกาหลีเหนือไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดโครงการนิวเคลียร์ที่ทำอย่างเต็มที่ แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือปฏิเสธ จากนั้นก็ทดสอบนิวเคลียร์อีก และนับจากปี 2009 เป็นต้นมา ก็ยังไม่มีการหารืออย่างจริงจังเกิดขึ้น

จอห์น นิลส์สัน-ไรท์ นักวิจัยอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จากชาทัม เฮาส์ กล่าวว่า หากตัดสินจากการยั่วยุที่เกาหลีเหนือทำในช่วงที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นว่าเกาหลีเหนือไม่สนใจจะเจรจาในตอนนี้

"นี่เป็นเพราะ คิม มีความมุ่งมั่นในการทำให้กองทัพมีความทันสมัยมากขึ้น ก็เลยไม่ใส่ใจเรื่องเจรจา"

กากดดันทางเศรษฐกิจจะได้ผลใช่ไหม?

สหประชาชาติและหลายชาติได้ใช้มาตรการลงโทษหลายอย่างต่อเกาหลีเหนือ โดยพุ่งเป้าไปที่โครงการอาวุธ และความสามารถทางการเงินในต่างประเทศ

ขณะที่การส่งความช่วยเหลือด้านอาหารไปยังเกาหลีเหนือให้ชาวบ้านที่พึ่งพาอาหารจากการบริจาค ก็ลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในช่วงที่ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น

แต่มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ดูเหมือนจะไม่อาจหยุดยั้งเกาหลีเหนือให้เลิกพัฒนาด้านการทหาร

ส่วนจีนถูกมองว่าเป็นชาติที่สามารถสร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีเหนือได้มากที่สุด ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการพุ่งเป้าไปที่ตัวกลางขับเคลื่อนเกาหลีเหนือ อย่างธนาคารหลายแห่งของจีน และการส่งออกน้ำมันจากจีนไปเกาหลีเหนือจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างแท้จริงได้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อปลายเดือนที่แล้วโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของทางการจีน ได้ยุติการขายน้ำมันให้แก่รัฐบาลเกาหลีเหนือแล้ว แต่การตัดสินใจนี้เป็นเพราะเหตุผลทางการค้า ด้านสหรัฐฯ ได้บังคับใช้มาตรการลงโทษหลายอย่างต่อธนาคารจีนที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยเกาหลีเหนือฟอกเงิน

แต่ปัญหาที่สำคัญคือ จีนไม่ต้องการดำเนินการใด ๆ ที่จะทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลเกาหลีเหนือ และอาจจะทำให้เกิดความโกลาหลที่บริเวณพรมแดนได้

จอห์น นิลส์สัน-ไรท์ กล่าวว่า จีนได้พยายามเล่นบทบาทเป็นตัวกลางที่ซื่อสัตย์ โน้มน้าวสหรัฐฯ ให้เจรจากับเกาหลีเหนือ แต่สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็มีความชัดเจนว่า เกาหลีเหนือต้องแสดงให้เห็นว่าต้องการการประนีประนอมจริง จึงจะมีการเจรจากัน

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ การส่งออกถ่านหินของเกาหลีเหนือตกเป็นเป้าในการใช้มาตรการลงโทษ แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือก็ยังไม่ยอมยุติการทดสอบอาวุธ

แล้วถ้าใช้กำลังทางการทหารล่ะ?

การใช้กำลังทางการทหารไม่ใช่ทางออกที่ดี คาดว่าการดำเนินการทางการทหารต่อเกาหลีเหนือจะนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายของพลเรือนและทหารจำนวนมาก

การค้นหาและกำจัดคลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก็เป็นเรื่องที่ยากลำบาก ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสงสัยว่า เกาหลีเหนือฝังอาวุธนิวเคลียร์ไว้ใต้ดินลึก ยิ่งไปกว่านั้น เกาหลีเหนือยังมีอาวุธและกำลังทางทหารจำนวนมากด้วย โดยมีการติดตั้งขีปนาวุธที่สามารถโจมตีกรุงโซลของเกาหลีใต้ได้ นอกจากนี้ยังมีทั้งอาวุธเคมีและชีวภาพ และมีกำลังทหารอีกราว 1 ล้านนาย

แล้วการลอบสังหารผู้นำล่ะ?

ในอดีต เกาหลีใต้ได้เจรจาเกี่ยวกับกลยุทธ์ "เด็ดหัว" เพื่อกำจัดนายคิม จอง-อึน ผู้นำของเกาหลีเหนือ

นิลส์สัน-ไรท์ กล่าวว่า นี่อาจเป็นกลยุทธ์ในการยับยั้งเกาหลีเหนือจากการยั่วยุ และทำให้เกาหลีเหนือต้องยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา เขาบอกว่า รัฐบาลเกาหลีใต้มีความเห็นที่ชัดเจนว่า หนทางเดียวที่จะทำให้เกาหลีเหนือกลับสู่โต๊ะเจรจาได้คือการทำให้รัฐบาลเกาหลีเหนือรู้สึกไม่มั่นคงและไม่มีทางเลือก

นอกจากนี้ก็มีหลายคำถามเกิดขึ้นเกี่ยวกับผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้นำแทนนายคิม จอง-อึน ถ้ามีการเดินหน้ายุทธศาสตร์ "เด็ดหัว" จริง โดยการอยู่รอดของรัฐบาลคิมทำให้คนในชนชั้นนำได้รับผลประโยชน์ และขณะนี้ก็ยังไม่มีกลุ่มต่อต้านทางการเมือง

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ทั้งสองเกาหลีต่างมีอาวุธและทหารพร้อมที่จะทำการสู้รบทุกเมื่อ

ให้เกาหลีเหนือค่อย ๆ เปิดประเทศ?

มีผู้ที่คิดว่าหนทางที่จะทำให้เกาหลีเหนือเข้าร่วมกับประชาคมโลก คือการช่วยให้เกาหลีเหนือค่อย ๆ เปิดตัวเอง ผ่านการปฏิรูปเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยใช้แบบจำลองการเปลี่ยนผ่านของจีนที่เกิดขึ้นในช่วงหลังการเสียชีวิตของนายเหมา เจ๋อ ตุง

มีสัญญาณว่า นายคิม จอง-อิล ผู้นำที่ล่วงลับซึ่งเป็นบิดาของผู้นำคนปัจจุบัน อาจจะสนใจในแนวทางนี้ เพราะว่าเขาได้เดินทางเยือนเขตอุตสาหกรรมหลายแห่งของจีนหลายครั้ง คาดว่านายชาง ซอง-แท็ก ซึ่งเป็นลุงของผู้นำคนปัจจุบันเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญในแนวทางนี้ แต่นายคิม จอง-อึน ก็ได้ประหารชีวิตนายชาง ซอง-แท็ก ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2013 และเรียกเขาว่าผู้ทรยศ ที่วางแผนจะโค่นล้มเกาหลีเหนือ

นายคิม จอง-อึน ยังไม่เคยเยือนประเทศจีน และความจริงก็คือยังไม่ได้เดินทางเยือนต่างประเทศเลย นับตั้งแต่ขึ้นมาเป็นผู้นำเกาหลีเหนือในปี 2011 และโครงการด้านอาวุธก็ดูเหมือนจะเป็นงานที่เขาให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก

จะมีการต่อต้านเกิดขึ้นได้ไหม?

ไม่น่าที่จะเป็นไปได้ เกาหลีเหนือมีการปกครองแบบพรรคการเมืองเดียวอย่างเบ็ดเสร็จ มีการสนับสนุนพลเมืองให้เคารพนับถือตระกูลคิม ซึ่งถูกสร้างภาพว่าเป็นสถาบันเดียวที่ช่วยปกป้องพวกเขาจากการรุกรานจากภายนอก

เกาหลีเหนือไม่มีสื่ออิสระ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ต่างถูกควบคุมโดยรัฐบาล และเกาหลีเหนือก็ได้สร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของตัวเองขึ้น ปิดกั้นพลเมืองในการเข้าถึงโลกภายนอก

ข้อมูลข่าวสารที่ถูกส่งข้ามพรมแดนจีนเข้ามาก็ถูกจำกัด รวมถึงดีวีดีที่ถูกลักลอบนำเข้ามาด้วย แต่โดยทั่วไปเกาหลีเหนือก็ควบคุมพลเมืองอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว รัฐบาลมีสายคอยสอดส่องหาสัญญาณการต่อต้านอยู่ทุกแห่งหน และบทลงโทษก็รุนแรงมาก ผู้ฝ่าฝืน (บางครั้งรวมถึงครอบครัวด้วย) อาจถูกส่งไปใช้แรงงานหนัก ซึ่งหลายคนต้องจบชีวิตที่นั่น

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ทางการควบคุมสื่อที่เกาหลีเหนือสามารถรับชม รับฟัง และอ่านได้

แล้วทางเลือกที่ดีที่สุดคืออะไร?

นิลส์สัน-ไรท์ บอกว่า จำเป็นต้องทำควบคู่กันทั้งการกดดันและการเจรจา การกดดัน อาจจะเป็นการใช้มาตรการลงโทษที่เพิ่มมากขึ้น และการขึ้นบัญชีเกาหลีเหนือเป็นชาติที่สนับสนุนการก่อการร้ายอีกครั้งหนึ่ง (เกาหลีเหนือถูกถอดออกจากบัญชีในปี 2008) และทำงานอย่างใกล้ชิดกับจีนเพื่อลงโทษเกาหลีเหนือ แรงจูงใจที่เป็นไปได้ในเรื่องนี้อาจจะเป็นการที่สหรัฐฯ ให้การยอมรับเกาหลีเหนือทางการทูตอย่างเป็นทางการ หรือสนธิสัญญาสันติภาพ (ปัจจุบัน เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในภาวะสงคราม)

สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญในแนวทางนี้คือการประสานงานกันระหว่างสหรัฐฯ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แต่ก็มีปัญหาหลายอย่าง หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะดูอบอุ่นขึ้นในตอนแรก แต่ขณะนี้ก็ดูเหมือนจะเย็นชาลง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ทวีตข้อความเมื่อเดือนที่แล้วว่า แนวทางที่จีนใช้กับเกาหลีเหนือ "ไม่ได้ผล"

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ก็ยังคงมีรอยร้าวจากเรื่องราวในประวัติศาสตร์ รัฐบาลจีนต่อต้านการที่สหรัฐฯ ติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธ หรือที่เรียกว่า Thaad ในเกาหลีใต้อย่างรุนแรง ขณะที่ประธานาธิบดีมุน เจ-อิน จากฝ่ายเสรีนิยมของเกาหลีใต้ ก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของประชาชนที่เลือกเขาเข้ามา พันธมิตรทางการทหารที่ใหญ่ที่สุดอย่างสหรัฐฯ และประเทศเพื่อนบ้านที่ทรงอำนาจอย่างจีน