ปูตินและทรัมป์พบหน้ากันครั้งแรกในจี 20

ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียและประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ นี่เป็นการพบกันครั้งแรกของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย (ซ้าย) พบกันกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ในระหว่างการประชุมจี 20 ที่ประเทศเยอรมนี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้พบตัวจริงของกันและกันเป็นครั้งแรกในการประชุมกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ หรือ จี 20 ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี

ผู้นำทั้งสองชาติกล่าวว่า ต้องการที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาต่าง ๆ รวมถึง การกล่าวหาว่ารัสเซียเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วย

ในการประชุมสุดยอดเป็นเวลา 2 วันจะมีการหารือกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและการค้า ท่ามกลางการประท้วงขนาดใหญ่ตามท้องถนนด้านนอกที่จัดการประชุม

นางเมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ไม่สามารถออกจากโรงแรมได้ เพราะการประท้วงดังกล่าว

ตำรวจพยายามควบคุมผู้ประท้วงให้ห่างจากที่จัดการประชุม และได้ส่งปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเข้ามาประจำการ โดยผู้ประท้วงต่อต้านการเข้าร่วมประชุมของนายทรัมป์ และนายปูติน ความเหลื่อมล้ำในด้านความมั่งคั่งของโลก และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

การปะทะกันระหว่างตำรวจและผู้ประท้วง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคน

Image copyright Getty Images

ทั้งนี้การประชุมจี 20 เป็นการประชุมของประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้ว 19 ประเทศ และสหภาพยุโรป หรือ อียู

ในการกล่าวเปิดการประชุม นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า "เรารู้ถึงความท้าทายในระดับโลก"

"เรารู้ว่า เวลาเหลือน้อย และดังนั้นเราจะหาทางออกร่วมกันได้ถ้าเราพร้อมที่จะประนีประนอม และทำงานร่วมกัน โดยไม่ต้องพยายามทำให้ฝ่ายอื่นพอใจมากเกินไป เพราะแน่นอนว่าเราสามารถแสดงทัศนะที่แตกต่างกันในเรื่องต่าง ๆ ได้"

นางทรัมป์ มีกำหนดเข้าร่วมเดินทางไปกับคณะคู่สมรสของผู้นำชาติอื่น ๆ แต่สเตฟานี กริสแฮม โฆษกของเธอ กล่าวว่า "ตำรวจฮัมบูร์กไม่สามารถกันพื้นที่เพื่อให้เราออกไปได้"

นอกจากนี้นางทรัมป์ ยังได้ทวีตข้อความแสดงความเป็นห่วงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการประท้วงด้วย

คาดหวังอะไรได้บ้างจากการหารือของทรัมป-ปูติน?

คลิปวิดีโอสั้น ๆ ที่ถูกโพสต์บนหน้าเพจเฟซบุ๊กของรัฐบาลเยอรมนี แสดงให้เห็นว่าผู้นำทั้งสองคนจับมือกัน และนายทรัมป์ได้แตะแขนของนายปูติน ขณะที่ทั้งสองคนยิ้มแย้มท่ามกลางหมู่ผู้นำชาติอื่น ขณะนี้ผู้นำทั้งสองชาติกำลังหารือทวิภาคี แต่ไม่แน่ชัดว่าจะมีการพูดคุยกับผู้สื่อข่าวหลังการหารือหรือไม่

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ที่ด้านหน้าอนุสาวรีย์การลุกฮือวอร์ซอที่จัตุรัสคราซินสกี เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2017

ผู้นำทั้งสองมีความเห็นที่ตรงข้ามกันในประเด็นสำคัญระหว่างประเทศหลายเรื่องก่อนหน้าที่จะเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

  • เมื่อวันพฤหัสบดี นายทรัมป์ได้กล่าวสุนทรพจน์ในกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ เรียกร้องให้รัสเซียยุติการ "ทำลายเสถียรภาพ" ของยูเครน และประเทศอื่น ๆ และ "เข้าร่วมกลุ่มชาติที่มีความรับผิดชอบ"
  • ในการกำหนดวาระการประชุมจี 20 ของตัวเอง นายปูตินระบุในหนังสือพิมพ์การเงินของเยอรมนีฮานเดลส์บลัตต์ เรียกร้องให้ยกเลิกการคว่ำบาตรรัสเซีย ที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ที่รัสเซียผนวกรวมไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเมื่อปี 2014
  • นายปูตินแสดงการสนับสนุนข้อตกลงภูมิอากาศปารีส โดยระบุว่า ข้อตกลงนี้เป็น "พื้นฐานที่มั่นคงสำหรับการกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสภาพอากาศในระยะยาว" และรัสเซียต้องการจะ "มีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามข้อตกลงนี้" ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ถอนตัวออกจากการเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว

การประชุมอย่างเป็นทางการของผู้นำโลกทั้งสองคนครั้งนี้จะได้รับการจับจ้องไปทั่วโลก นายทรัมป์เคยกล่าวในอดีตว่าเขาเข้ากันได้ดีกับนายปูติน และยังชมประธานาธิบดีรัสเซียว่าเป็น "ผู้นำที่แข็งแกร่ง" แต่ตอนนี้ไม่แน่ชัดว่าเขารู้สึกอย่างไร

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายปูติน เป็นอดีตสายลับ และถูกมองว่าเป็นผู้นำที่หลักแหลมและแข็งแกร่ง

ส่วนรัฐบาลรัสเซียกำลังฉายภาพการหารือกันครั้งนี้ว่าเป็นโอกาสที่ผู้นำทั้งสองจะได้ "ทำความรู้จักคุ้นเคยและท้ายที่สุดแล้วจะได้เข้าใจแนวทางที่แท้จริงของกันและกัน"

แต่หากมองไปนอกเหนือจากเรื่องการเมืองด้านความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย นายทรัมป์ และนายปูติน มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง และอะไรที่ทำให้พวกเขาไม่ลงรอยกันอย่างชัดเจน

เส้นทางสู่การเป็นผู้นำ

ความแตกต่างที่ชัดเจนอย่างหนึ่งระหว่างผู้ชายทั้งสองคนนี้คือ ภูมิหลังของพวกเขา

นายวลาดิเมียร์ ปูติน เคยทำงานเป็นสายลับในสมัยสงครามเย็น และเคยเป็นสายลับโซเวียตในเยอรมนีตะวันออก

เขาคุ้ยเคยกับการปฏิบัติงานโดยไม่ตกเป็นที่สนใจ และเก็บตัวเงียบในฐานะผู้ช่วยของนายกเทศมนตรีนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในช่วงยุคทศวรรษ 1990 ก่อนที่จะเข้าร่วมกับหน่วยข่าวกรองเอฟเอสบี และต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีรัสเซีย

นายปูติน เป็นผู้นำด้านการเมืองรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2000 และมีชื่อเสียงในแง่ของการเป็นนักสู้ข้างถนนที่หลักแหลม ซึ่งอาจจะเป็นเพราะในอดีตเขามีชีวิตอย่างลำบากในตึกที่พักอาศัยของรัฐในเมืองเลนินกราด

เขาเคยกล่าวว่า ช่วงเวลานั้นสอนให้เขารู้ว่า "ถ้าเลี่ยงการต่อสู้ไม่ได้ ก็ต้องเป็นฝ่ายออกหมัดก่อน"

แตกต่างจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นลูกชายของมหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ในนิวยอร์ก เขาสามารถหลบเลี่ยงการถูกเกณฑ์ไปรับใช้ชาติในกองทัพช่วงสงครามเวียดนาม และเริ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยตัวเองจากเงินกู้ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 35 ล้านบาทจากพ่อของเขา จนสามารถสร้างโรงแรมและสินทรัพย์ต่าง ๆ และอาณาจักรบันเทิง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ไม่เคยมีตำแหน่งทางการเมืองหรือทำงานรับใช้กองทัพสหรัฐฯ มาก่อน

นายทรัมป์ ไม่ได้เก็บตัวเงียบเหมือนกับนายปูติน แต่เขาเป็นคนที่มีชื่อเสียงในฐานะพิธีกรรายการโทรทัศน์แนวเรียลลิตี้ เดอะ แอปเพรนทิซ (The Apprentice)

ในเวลาต่อมา เขาได้ใช้ชื่อเสียงและความมั่งคั่งของตัวเองก้าวกระโดดขึ้นมาสมัครเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันในการลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2015

นายทรัมป์มีความหุนหันพลันแล่น และคาดเดาไม่ได้ แต่ก็พร้อมที่จะสู้เช่นเดียวกับผู้นำรัสเซีย

นำพาประเทศกลับมายิ่งใหญ่

ทั้งนายทรัมป์และนายปูตินต่างมีความคิดจะทำให้ประเทศของตัวเองกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยนายปูตินเรียกการล่มสลายของสหภาพโซเวียตว่า "หายนะทางภูมิศาสตร์การเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษ (ที่ 20)"

ท่าทีของผู้นำรัสเซียที่มีต่อยูเครนและซีเรียถูกมองว่าเป็นความพยายามในการทำให้รัสเซียมีอำนาจและอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เขายังโจมตีชาติตะวันตกที่ขยายกองกำลังของนาโตเข้ามาในยุโรปตะวันออกด้วย

เจ้าหน้าที่ทางการของยุโรปตะวันตกกล่าวหาเขาว่าแทรกแซงการเลือกตั้งในประเทศ เพื่อพยายามจะทำให้ อียู อ่อนแอลง

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายปูตินสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำที่แข็งแกร่งมากกว่าที่นายทรัมป์ทำ โดยนายทรัมป์อายุมากกว่าและชอบที่จะเล่นกอล์ฟมากกว่าทำกิจกรรมผาดโผน

ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็มีคำพูดของตัวเองว่า "ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" โดยเขาได้เพิ่มการใช้จ่ายด้านการทหารของสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อชาติพันธมิตรให้ปกป้องตัวเองมากขึ้น และล้มเลิกความพยายามในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เพื่อปกป้องงานในประเทศในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างเช่นถ่านหิน

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายวลาดิเมียร์ ปูติน แนะนำให้นางอังเกลาร์ แมร์เคิล รู้จักกับสุนัขของเขาในปี 2007

พวกเขายังมีลักษณะของ "ผู้ชายที่แข็งแกร่ง" และมีทัศนคติดของผู้ชายเป็นใหญ่เช่นเดียวกันด้วย ซึ่งสะท้อนผ่านการพบปะกับผู้นำชาติอื่น ๆ

นายทรัมป์ ปฏิเสธที่จะจับมือกับนางอังเกลาร์ แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี ระหว่างการถ่ายภาพร่วมกันในเดือนมีนาคม และเขาได้แทรกตัวเบียดนายกรัฐมนตรีมอนเตเนโกรที่การประชุมสุดยอดนาโตในกรุงบรัสเซลส์เมื่อเดือนพฤษภาคม เพื่อก้าวไปอยู่ตรงกลางด้านหน้าหมู่ผู้นำ

นายปูติน ใช้วิธีการอื่นที่แยบยลมากกว่าในการข่มคนอื่น ครั้งหนึ่งเขาปล่อยให้สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ของเขาเข้ามาในห้องระหว่างหารือกับนางแมร์เคิล ซึ่งกลัวสุนัข