ผู้นำอิรักประกาศชัยชนะเหนือไอเอสอย่างเป็นทางการ

นายกรัฐมนตรีไฮเดอร์ อัล อาบาดี (คนกลาง) Image copyright TWITTER/@IRAQIPMO
คำบรรยายภาพ นายกรัฐมนตรีไฮเดอร์ อัล อาบาดี (คนกลาง) โบกธงชาติอิรักขณะร่วมฉลองชัยชนะกับกองกำลังรัฐบาล

กองกำลังรัฐบาลอิรักเข้าเคลียร์พื้นที่ยึดครองแห่งสุดท้ายของกลุ่มที่เรียกตนเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) ในเมืองโมซุลได้สำเร็จแล้ว ทำให้เมืองแห่งนี้ได้รับการปลดปล่อยอย่างสมบูรณ์หลังตกอยู่ใต้เงาของไอเอสมาเป็นเวลานานถึงสามปี

"ผมขอประกาศถึงจุดจบ ความล้มเหลว และการล่มสลายของรัฐก่อการร้ายแห่งความมดเท็จ ซึ่งผู้ก่อการร้ายดาเอชได้ทำให้แพร่ขยายออกไปจากเมืองโมซุลแห่งนี้" ผู้นำอิรักกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีอิรักยังเตือนว่าแม้จะได้รับชัยชนะในเมืองโมซุลแล้ว แต่อิรักยังคงมีภารกิจในการสร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืนถาวร โดยยังคงต้องกวาดล้างแหล่งซ่องสุมและฐานที่มั่นของไอเอสที่เหลือในอีกหลายเมือง ซึ่งต้องอาศัยความพยายามในงานด้านความมั่นคง การหาข่าวกรอง และความสามัคคีของทุกฝ่ายในการต่อสู้กับไอเอสต่อไป

ทั้งนี้ การสู้รบเพื่อชิงเมืองโมซุลคืนจากการยึดครองของไอเอส ใช้เวลาทั้งสิ้น 9 เดือน ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตไปหลายพันคน และมีผู้พลัดถิ่นที่อยู่อาศัยอีกราว 920,000 คน

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ ระบุว่า กองทัพอิรักได้ทำให้ไอเอสต้องประสบกับ "หายนะครั้งใหญ่"

ด้านกองกำลังพันธมิตรซึ่งนำโดยสหรัฐฯ ระบุว่า ศึกชิงเมืองโมซุลในครั้งนี้นับเป็นการสู้รบในเขตเมืองที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพลโทสตีเฟน ทาวน์เซนด์ ผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังสหรัฐฯ ในอิรัก บอกว่า ชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ต่อความโหดเหี้ยมทารุณและศัตรูที่ชั่วร้าย โดยนับว่าการสูญเสียเมืองหลวง 1 ใน 2 แห่งไปนั้น เป็นหายนะครั้งใหญ่ของไอเอส อย่างไรก็ตามรัฐบาลอิรักควรเร่งสร้างความปรองดองกับพลเมืองมุสลิมนิกายซุนนี เพื่อไม่ให้เป็นฐานในการฟื้นกลับคืนมาของขบวนการไอเอสอีกในภายภาคหน้า

กองกำลังรัฐบาลอิรักและพันธมิตรจะยังคงต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่ง เพื่อเก็บกู้วัตถุระเบิดในเมือง และกวาดล้างกองกำลังไอเอสบางรายที่ยังอาจหลบซ่อนตัวอยู่ โดยมีรายงานว่าก่อนหน้าการประกาศชัยชนะของผู้นำอิรัก ยังมีการต่อสู้ในพื้นที่แคบๆ ของย่านเมืองเก่าที่กว้างเพียง 45 เมตร และยาวราว 180 เมตร โดยกองกำลังไอเอสที่อยู่ด้านในกับครอบครัวของตนใช้ผู้หญิงและเด็กเป็นโล่มนุษย์

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ สหประชาชาติระบุว่ามีอาคารบ้านเรือนถูกทำลาย 490 แห่ง และได้รับความเสียหายอีกกว่า 5,000 แห่งในเขตเมืองเก่าของเมืองโมซุล

สหประชาชาติประมาณการว่า การสู้รบได้ทำให้อาคารบ้านเรือนในเขตเมืองเก่าของเมืองโมซุล ถูกทำลายไป 490 แห่ง และได้รับความเสียหายอีกกว่า 5,000 แห่ง รวมทั้งมัสยิดอัลนูรีซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้นำไอเอสประกาศก่อตั้งรัฐอิสลามที่ปกครองด้วยกาหลิบเมื่อปี 2014 การสู้รบยังทำให้ชาวเมืองโมซุลต้องเผชิญกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง โดยผู้พลัดถิ่นเนื่องจากหนีภัยการสู้รบขาดแคลนทั้งน้ำ อาหาร และการรักษาพยาบาลที่จำเป็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม