รอดชีวิตจากรถถังทับ 2 ครั้งซ้อน
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้

1 ปีหลังรัฐประหารเหลวในตุรกี บาดแผลและความแตกแยกยังฝังลึก

ยามดึกของ 15 ก.ค. ปีที่แล้ว นายซาบรี อูนัล คือหนึ่งในชาวตุรกีหลายพันคนออกไปชุมนุมตามท้องถนนเพื่อขัดขวางทหารที่พยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลของประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน แม้ทหารจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ทิ้งรอยแผลเป็นไว้เป็นเครื่องเตือนใจเขาตลอดมา

นายอูนัล เป็นที่จดจำของคนทั่วโลกจากภาพข่าวที่เขายืนจังก้าอยู่กลางถนนหวังจะหยุดยั้งไม่ให้ทหารขับรถถังไปยึดอำนาจจากรัฐบาล ภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นวินาทีที่รถถังคันแรกพุ่งเข้าใส่นายอูนัล ซึ่งเจ้าตัวก้มหมอบลงกับพื้นได้ทันท่วงที เคราะห์ดีที่รถถังแล่นข้ามเขาไปโดยที่สายพานที่ล้อไม่ทับตัวเขา แต่โชคไม่เข้าข้างเขาไปตลอด เพราะหลังจากนั้นไม่นานก็มีรถถังคันที่สองแล่นมาและทับแขนขวาของนายอูนัลเข้าอย่างจัง

"ผมเห็นรถถังแล่นเข้ามา - ผมเลยหมอบลงกับพื้นเพื่อสกัดรถถังคันแรก" นายอูนัลเล่าพร้อมกับชี้จุดเกิดเหตุให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีดู "แต่รถถังไม่ยอมจอด แล้วขับข้ามผมไป"

นายอูนัลเล่าต่อว่า "ผมไม่กลัวหรือเสียใจกับมันเลย" "ผมมาที่นี่เพื่อพระเจ้า-เพื่อให้พระองค์ประทานพรแด่ผม"

Image copyright GOKTAY KORALTAN
คำบรรยายภาพ นายอูนัลกับบาดแผลที่ได้จากความพยายามสกัดการก่อรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว

ตอนแรกนายอูนัลกลัวว่าแพทย์จะตัดแขนของเขาทิ้ง แต่เคราะห์ดีที่แพทย์ช่วยรักษามันไว้ได้ โดยใช้ผิวหนังจากขามาผ่าตัดปลูกถ่ายผิวหนังที่แขนซึ่งถูกทำลายทั้งหมด เขาต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนาน 3 เดือน

"การจะได้เป็นวีรบุรุษนั้น ผมควรต้องหยุดยั้งรถถังให้ได้...ผมควรทำมากกว่านี้"

วีรกรรมของนายอูนัลเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเหตุพยายามก่อรัฐประหารในตุรกีเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งกลุ่มทหารที่ก่อการกบฏได้ระเบิดอาคารที่ทำการรัฐบาล รวมทั้งอาคารรัฐสภา และยิงปืนใส่พลเรือน การปะทะกันระหว่างทหารฝ่ายกบฏกับทหารฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและประชาชน ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 260 คน และกลุ่มทหารที่ก่อการกบฏได้ปราชัยในที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะผ่านมาแล้วหนึ่งปี แต่ตุรกียังคงอยู่ในภาวะวุ่นวาย

Image copyright Getty Images

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ประธานาธิบดีแอร์โดอัน ประกาศกวาดล้าง"ไวรัส" ที่แฝงอยู่ตามองค์กรต่าง ๆ ของรัฐ และว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นของขวัญจากพระเจ้าที่จะเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้กวาดล้างกลุ่มคนที่คิดไม่ซื่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ฝักใฝ่นายเฟตุลลาห์ กูเลน ผู้นำทางศาสนาที่ลี้ภัยไปอยู่ในสหรัฐฯ และถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการเหตุพยายามก่อรัฐประหารครั้งนี้

ที่ผ่านมา ทางการตุรกีได้จับกุมผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับนายกูเลนไปแล้วกว่า 50,000 คน และเจ้าหน้าที่รัฐอีก 150,000 คน ได้ถูกไล่ออกหรือสั่งพักงาน แม้จะเป็นความจริงที่กลุ่มผู้สนับสนุนนายกูเลนจะทำงานอยู่ทั่วทุกภาคส่วนในสังคมตุรกี ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ และสื่อมวลชน แต่รัฐบาลตุรกีก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าถือโอกาสนี้ในการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองด้วย ไม่ใช่เพียงกลุ่มผู้วางแผนก่อรัฐประหาร

นายเมห์เหม็ด ซิมเซก รองนายกรัฐมนตรีตุรกีให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบีบีซีถึงเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันมีคณะกรรมการอิสระที่ตรวจสอบเรื่องนี้ และหากพบว่ามีการลงโทษผิดพลาดก็จะเข้าไปดำเนินการแก้ไข ซึ่งขณะนี้มีการคืนตำแหน่งหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐแล้วหลายพันคน พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่พยายามยึดอำนาจรัฐ

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้ที่ถูกจับกุมฐานต้องสงสัยว่าเป็นผู้สนับสนุนนายกูเลนหลายคนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หนึ่งในนั้นคือ นายมุสตาฟา ออซเบน อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับนายกูเลน ซึ่งผู้สื่อข่าวบีบีซีได้เดินทางไปยังกรุงอังการาเพื่อพูดคุยกับ นางเอมีน ออซเบน ภรรยาของเขาที่พูดถึงเรื่องนี้ด้วยน้ำตานองหน้าว่า สามีของเธอหายตัวไปในระหว่างเดินทางกลับบ้าน ผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนบอกว่าเขาถูกกลุ่มชายสวมหน้ากากจับขึ้นรถยนต์และหายตัวไปตั้งแต่นั้น ขณะที่ตำรวจก็ไม่สามารถให้ข้อมูลใด ๆ ได้

Image copyright EMINE OZBEN
คำบรรยายภาพ นางเอมีน ออซเบน (ขวา) หวังว่าสามี (ซ้าย) จะยังมีชีวิตอยู่หลังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเพราะต้องสงสัยกว่าเกี่ยวข้องกับนายกูเลน

นอกจากกรณีของนายออซเบนแล้ว ยังมีรายงานการลักพาตัวในลักษณะนี้ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังกระตุ้นให้หลายคนหวนคิดถึงช่วงเวลาดำมืดในยุคทศวรรษที่ 1990 ซึ่งคนเชื้อสายเคิร์ดจำนวนมากหายตัวไปอย่างปริศนาในห้วงเวลาที่เกิดความตึงเครียดสูงสุดระหว่างทางการตุรกีกับกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด

"ฉันภาวนาให้เขายังมีชีวิตอยู่" นางออซเบน กล่าวทั้งน้ำตาโดยมีลูกสาววัย 6 เดือนอยู่ข้าง ๆ "ฉันไม่เชื่อว่าเขาสนับสนุนการก่อรัฐประหาร หากทางการจะเอาผิดกับเขาก็ควรทำไปตามกฎหมาย ไม่ใช่ลักพาตัว"

ปัจจุบันมีกลุ่มต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ไม่เห็นด้วยกับการกวาดล้างผู้ต้องสงสัยสนับสนุนนายกูเลนออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลอยู่เนือง ๆ แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้มากภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทั่วตุรกีมีการติดแผ่นป้ายเพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 1 ปีเหตุพยายามก่อรัฐประหาร สำหรับบางคนวันที่ 15 ก.ค.เป็นเสมือนวันที่ตุรกีได้เกิดใหม่ แต่สำหรับคนอีกจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นเสมือนเรื่องราวบทใหม่ที่แสนเจ็บปวดที่ยังคงดำเนินต่อไป