เผยรถยี่ห้อดังไม่ยอมเปลี่ยนถุงลมนิรภัยที่บกพร่อง

ถุงลมนิรภัยที่บกพร่องของบริษัททาคาตะ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกอย่างน้อย 18 ราย Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ถุงลมนิรภัยที่บกพร่องของบริษัททาคาตะ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกอย่างน้อย 18 ราย

องค์กรเพื่อผู้บริโภค "ชอยส์" (Choice) ในออสเตรเลียเปิดเผยว่า บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อดัง 5 แห่งยอมรับว่านำถุงลมนิรภัยที่ยังมีความบกพร่องมาเปลี่ยนให้รถยนต์ของลูกค้าที่ได้เรียกคืนไปก่อนหน้านี้ ทั้งที่การเรียกคืนรถยนต์หลายล้านคันดังกล่าวมีขึ้น เพื่อเปลี่ยนเอาถุงลมนิรภัยที่เป็นอันตรายของบริษัททาคาตะออก

จากการตรวจสอบตลาดรถยนต์เฉพาะในประเทศออสเตรเลีย ชอยส์ พบว่ากว่าร้อยละ 70 ของรถยนต์ 2.1 ล้านคันที่เรียกคืนไปเปลี่ยนถุงลมนิรภัยนั้น ยังไม่ได้รับการติดตั้งถุงลมนิรภัยใหม่ที่ได้มาตรฐาน แต่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ดัง 5 รายคือโตโยต้า มาสดา เลกซัส บีเอ็มดับเบิลยู และซูบารุ ยอมรับว่าได้นำถุงลมนิรภัยที่ยังมีความบกพร่องแบบเดียวกับของบริษัททาคาตะมาเปลี่ยนให้รถยนต์ของลูกค้าจริง แต่ก็เป็นเพียงมาตรการแก้ไขชั่วคราว

โตโยต้าระบุว่า ถุงลมนิรภัยที่เปลี่ยนให้ลูกค้านั้น แม้จะมีความบกพร่องแต่ก็เป็นของใหม่ที่ยังใช้งานได้อีกนานหลายปี ซึ่งกรณีอุบัติเหตุจากถุงลมนิรภัยที่ทำให้ผู้ใช้รถยนต์บาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อถุงลมนิรภัยเริ่มเก่า ซึ่งในอนาคตทางบริษัทจะดำเนินการเปลี่ยนถุงลมนิรภัยที่ได้มาตรฐานให้ลูกค้าอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม องค์กรเพื่อผู้บริโภคของออสเตรเลียเห็นว่า การกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้ใช้รถยนต์ต้องเสี่ยงภัย เหมือนกับขับขี่อยู่บนระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ เนื่องจากความบกพร่องที่อุปกรณ์ดังกล่าวจะทำให้ถุงลมพองตัวขึ้นอย่างรุนแรงเกินไปคล้ายการระเบิด และดันเอาชิ้นส่วนโลหะให้กระเด็นพุ่งเข้าใส่ผู้ใช้รถยนต์จนเป็นอันตราย

เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทผู้ผลิตถุงลมนิรภัยทาคาตะยื่นขอความคุ้มครองในสถานะเป็นผู้ล้มละลายตามกฎหมาย หลังมีหนี้สินล้นพ้นตัวหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการที่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่ถุงลมนิรภัยของบริษัทมีความบกพร่อง จนเป็นเหตุให้ผู้ใช้รถยนต์ทั่วโลกได้รับบาดเจ็บ และต้องเสียชีวิตไปอย่างน้อย 18 คนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้มีการเรียกคืนรถยนต์ที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยของทาคาตะถึง 100 ล้านคันทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ที่ใช้ในสหรัฐฯ 70 ล้านคัน นับเป็นการเรียกคืนรถยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการอุตสาหกรรมยานยนต์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง