สหรัฐฯ ประกาศห้ามบุคคลข้ามเพศรับราชการทหาร

ภาพงานขบวนพาเหรด San Diego LGBT pride เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ สมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนยังคงต่อต้านการอนุญาตให้กลุ่มข้ามเพศรับราชการในกองทัพสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศ ไม่สามารถรับราชการในกองทัพได้ ไม่ว่าจะตำแหน่งใดก็ตาม โดยได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารแล้ว พร้อมอ้างประเด็น "ค่ารักษาพยาบาลสูง และความยุ่งยาก"

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ตัดสินใจเมื่อปีที่แล้วว่า จะอนุญาตให้ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศ เข้ารับราชการได้อย่างเปิดเผยในกองทัพ แต่ต่อมาใน มิ.ย. ปีนี้ นายเจมส์ แมททิส รมว.กลาโหมของสหรัฐฯ ได้ตกลงให้ชะลอการจ้างงานบุคคลข้ามเพศไปก่อน

ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้เหตุผลการตัดสินใจอย่างไร?

การตัดสินใจครั้งนี้ ถูกประกาศผ่านทวิตเตอร์ของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยระบุว่า "หลังจากหารือกับทหารชั้นนายพลและผู้เชี่ยวชาญหลายคน ขอประกาศให้ทราบว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่เปิดรับหรืออนุญาตให้ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศมาแล้วเข้ารับราชการ กองทัพของเราต้องให้ความสนใจกับชัยชนะที่เด็ดขาด และไม่สามารถจะแบกภาระค่ารักษาพยาบาลสูง รวมถึงความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นจากการมีบุคคลข้ามเพศ"

อย่างไรก็ตาม หลังถูกตั้งคำถามระหว่างการแถลงข่าวว่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสนามรบ จะถูกส่งกลับทันทีหรือไม่ นางซาราห์ แซนเดอร์ส โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่ามาตรการนี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันที โดยรัฐบาลสหรัฐฯ อ้างว่ายังต้องหารือเกี่ยวกับนโยบายการบังคับใช้ก่อน โดยนี่เป็น "การตัดสินใจด้านการทหาร" และ "ไม่ได้มีความหมายเป็นอย่างอื่นมากไปกว่านั้น

เหตุใดประธานาธิบดีสหรัฐฯ จึงประกาศการตัดสินใจในเวลานี้?

แอนโธนี ซูร์เชอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำทวีปอเมริกาเหนือ วิเคราะห์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับหลากประเด็นที่กำลังต้องการเสียงสนับสนุน เช่น อนาคตทางการเมืองของนายเจฟฟ์ เซสชันส์ รมว.ยุติธรรม การสอบสวนกรณีแทรกแซงการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว การที่วุฒิสภาปฏิเสธร่างกฎหมายยกเลิกระบบประกันสุขภาพ หรือโอบามาแคร์ และร่างกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพยายามเปลี่ยนเรื่อง และระดมเสียงสนับสนุนจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ มีกลุ่มคนประท้วงประกาศล่าสุดของ ปธน.ทรัมป์ ใกล้กับสำนักงานคัดเลือกทหาร ในย่านไทม์สแควร์ของนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ

บุคคลวงในของทำเนียบขาวระบุว่า นี่เป็นกลยุทธ์เก่าแก่ของพรรครีพับลิกัน คือนำประเด็นวัฒนธรรมมากระตุ้นคริสตจักร นิกายอีแวนเจลิคัล และแย่งผู้สนับสนุนจากพรรคเดโมแครต ซึ่งแม้ว่าในระหว่างการหาเสียงประธานาธิบดีทรัมป์ จะดูเห็นอกเห็นใจชาว LGBT แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องการความจงรักภักดีจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เคร่งศาสนาด้วย หรืออาจจะเป็นอย่างที่เว็บไซต์ Politico มองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคที่อาจส่งผลกระทบกับการลงคะแนนในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผ่านร่างงบประมาณของกองทัพ

แต่การประกาศการตัดสินใจซึ่งมีการแจ้งล่วงหน้าสั้นๆ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติสำหรับรัฐบาลนี้

สถานะของทหารที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศมาแล้ว

องค์กรอิสระ แรนด์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยตัวเลขประเมินเมื่อปี 2016 ว่า กองทัพสหรัฐฯ มีทหารที่เป็นบุคคลข้ามเพศอยู่ประมาณ 4,000 คน ในขณะที่นักรณรงค์บางกลุ่มอ้างว่าตัวเลขอาจสูงกว่า 10,000 คน

แรนด์ คาดการณ์ด้วยว่า การเปิดรับบุคคลข้ามเพศเข้าทำงานในกองทัพ อาจทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้นร้อยละ 0.13 หรือประมาณ 8.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (281.4 ล้านบาท) ขณะเดียวกันบทวิเคราะห์ของมิลิทารี ไทมส์ พบว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ใช้งบประมาณมากกว่านี้ถึง 5 เท่า เพื่อจ่ายยาไวอากราเพียงอย่างเดียว

เมื่อปี 2016 นายแอช คาร์เตอร์ อดีต รมว.กลาโหมของรัฐบาลโอบามา ประกาศว่ากองทัพจะเปิดรับบุคคลข้ามเพศเข้ารับราชการอย่างเปิดเผย โดยนโยบายนี้ รวมถึงการออกค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือทหารที่ต้องการผ่าตัดแปลงเพศด้วย

Image copyright Getty Images

ส่วนผู้ที่เป็นบุคคลข้ามเพศ จะได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นทหารได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าใช้ชีวิตกับเพศใหม่ได้อย่างคงที่ตลอดเวลาอย่างน้อย 18 เดือน

แผนทั้งหมดนี้ เดิมจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ค. 2017 แต่ถูกรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ชะลอเวลาออกไปอีก 6 เดือน โดยกระทรวงกลาโหมอ้างว่า ต้องการเวลาเพิ่ม "เพื่อทบทวนแผนบังคับใช้กฎหมาย และประเมินผลกระทบด้านความพร้อมและศักยภาพของกองทัพ"

ส่วนนโยบาย "การไม่ต้องพูดถึงเพศสภาพหากไม่ถูกถาม" หรือ "Don't ask don't tell" ที่หมายถึงกฎการห้ามจ้างงานคนรักร่วมเพศทั้งหญิงและชายของทัพสหรัฐฯ ถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2011

ข่าวที่เกี่ยวข้อง