การทดลองในไทยชี้ ฉีดสารภูมิคุ้มกันช่วยคุมเชื้อ HIV ได้นาน 10 เดือน

เชื้อไวรัสเอชไอวี Image copyright Science Photo Library

การทดลองรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย นำโดยโครงการวิจัยเอชไอวีกองทัพสหรัฐฯ (MHRP) พบว่า การฉีดสารภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีช่วยควบคุมเชื้อเอชไอวีให้อยู่ในระดับต่ำได้ และมีชายคนหนึ่งที่สามารถควบคุมเชื้อไว้ได้นาน 10 เดือนแล้วโดยไม่ต้องรับยาต้านไวรัส เพิ่มความหวังในการควบคุมเชื้อโดยการฉีดสารภูมิต้านทานปีละ 2-3 ครั้ง แทนการกินยาต้านไวรัสทุกวัน

ชายคนดังกล่าวเป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อ 18 คนที่เข้ารับการทดลองฉีดสารภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นอาวุธตามธรรมชาติในระบบภูมิคุ้มกันเพื่อกำจัดเชื้อเอชไอวี ทำให้สามารถชะลอการกลับมาเพิ่มจำนวนขึ้นของเชื้อเอชไอวีได้ราว 2 สัปดาห์

การค้นพบที่ได้รับการนำเสนอที่การประชุมสมาคมเอดส์สากลว่าด้วยวิทยาศาสตร์เอชไอวีครั้งที่ 9 (International Aids Society Conference on HIV Science) ซึ่งจัดขึ้นในกรุงปารีสของฝรั่งเศส

ทั้งนี้ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างสารภูมิคุ้มกันในการกำจัดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพียง 1 ใน 5 คน ที่สามารถพัฒนาภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อเอชไอวีได้ แต่กว่าจะถึงจุดนั้นก็จะต้องใช้เวลาหลายปี และทำให้ระดับไวรัสที่ไม่สามารถควบคุมได้เพิ่มสูงขึ้น

ปัจจุบันมีสารภูมิคุ้มกันที่สามารถกำจัดเชื้อเอชไอวีได้ที่ได้รับการบันทึกไว้มากกว่า 200 ตัว ซึ่งแพทย์หวังว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งสำหรับการป้องกันการติดเชื้อและการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี

การฉีดสารภูมิคุ้มกัน

การทดลองในประเทศไทยซึ่งนำโดยโครงการวิจัยเอชไอวีกองทัพสหรัฐฯ (MHRP) ได้นำผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กำลังอยู่ระหว่างการควบคุมเชื้อตามมาตรฐานการรักษาในปัจจุบันมารับการทดลอง โดยผู้เข้ารับการทดลองบางคนจะไม่ได้รับการรักษาใด ๆ และคนที่เหลือจะได้รับการฉีดสารภูมิคุ้มกันที่มีชื่อรหัสว่า วีอาร์ซี01 (VRC01) เข้าสู่กระแสเลือด

โดยเชื้อเอชไอวีได้กลับมาเพิ่มจำนวนขึ้นในผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาใด ๆ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉลี่ยพวกเขาต้องกลับไปรับยาต้านเชื้อไวรัสอีกครั้งหลังจากเข้ารับการทดลองนาน 14 วัน ส่วนผู้ที่ได้รับสารภูมิคุ้มกันจะสามารถยืดระยะเวลาในการกลับไปยาต้านไวรัสได้เป็น 26 วัน

Image copyright MHRP

พญ. จินตนาถ อนันต์วรณิชย์ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ของ MHRP กล่าวว่า มีบางรายที่ให้ผลที่ยอดเยี่ยม โดยเธอเปิดเผยต่อเว็บไซต์บีบีซีนิวส์ว่า คนไข้รายดังกล่าวไม่ต้องรับการรักษานานราว 10 เดือนแล้ว และจนถึงขณะนี้ยังสามารถควบคุมเชื้อไวรัสให้อยู่ในระดับต่ำมากได้ โดยเขาได้รับการฉีดสารภูมิคุ้มกันทุก ๆ 3 สัปดาห์ เป็นเวลา 6 เดือน

การทดลองนี้ยังอยู่ในขั้นต้นซึ่งยังไม่สามารถเชื่อถือได้ แต่ผลของการทดลองก็บ่งชี้ถึงศักยภาพของการรักษาด้วยการฉีดสารภูมิคุ้มกัน

พญ. จินตนาถ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการทดลองพบว่า สารภูมิคุ้มกันทำให้เกิดผลกระทบบางอย่างขึ้น แต่มันส่งผลกระทบต่อไวรัสและระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไร นั่นยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

โดยเธอคิดว่าการรักษาด้วยแนวทางการฉีดสารภูมิคุ้มกันมีศักยภาพ เพราะว่าในอนาคต อาจจะมีการให้สารภูมิคุ้มกันเพียง 2-3 ครั้งต่อปี

ตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

การวิจัยในสัตว์ พบว่า การฉีดสารภูมิคุ้มกันสามารถให้ผลการรักษาที่ดีกว่าการรักษาด้วยวิธีการดั้งเดิม เพราะว่า นอกจากจะเป็นการโจมตีไวรัสเอชไอวีแล้ว ยังเป็นฝึกระบบภูมิคุ้นกันด้วย

จากการศึกษาพบว่า เมื่อสารภูมิคุ้มกันจับกับเชื้อเอชไอวีในลิง มันได้สร้าง "ความซับซ้อนของภูมิคุ้มกัน" ขึ้น ซึ่งส่วนอื่น ๆ ของระบบภูมิคุ้มกันอาจจะสามารถจดจำความซับซ้อนนี้ได้

พญ. จินตนาถ กล่าวต่อบีบีซีว่า นั่นอาจจะเป็นการกระตุ้นให้อาวุธในระบบภูมิคุ้มกันอย่าง ที-เซลส์ (T-cells) สามารถตอบสนองต่อเชื้อเอชไอวีได้ดีขึ้น และการศึกษาในลิงพบว่า เชื้อในลิงหลายตัวอยู่ในภาวะสงบ

Image copyright Science Photo Library
คำบรรยายภาพ การรักษาด้วยยาต้านรีโทรไวรัส อาศัยการออกฤทธิ์ของยา 3 ชนิดหรือมากกว่า รวมกัน เพื่อยับยั้งเชื้อไวรัสเอชไอวีไม่ให้เจริญเติบโต

ขั้นต่อไปของการวิจัยคือ การนำตัวอย่างเลือดที่เก็บไว้ระหว่างการทดลองไปตรวจดูว่า การรักษาด้วยวิธีการนี้ส่งผลให้จำนวนเชื้อไวรัสและระบบภูมิคุ้มกันเป็นอย่างไร

เชื้อเอชไอวี เป็นเชื้อไวรัสที่ยากต่อการรักษา มันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ ทำให้การรักษาในอนาคตอาจจะต้องใช้สารภูมิคุ้มกันหลายตัวที่สามารถกำจัดเชื้อเอชไอวี

อย่างไรก็ตาม สารภูมิคุ้มกันไม่ใช่สารเคมีธรรมดา ๆ แต่มันเป็นความซับซ้อนของระบบภูมิคุ้มกัน จนทำให้การผลิตต้องใช้เงินจำนวนมาก

ดร. แอนโทนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดเชื้อและภูมิแพ้แห่งชาติสหรัฐฯ กล่าวว่า "สารภูมิคุ้มกันโดยทั่วไปมักจะมีราคาแพงกว่า เพราะว่าเป็นสารชีวภาพ และมีความซับซ้อนในการผลิตมากกว่าโมเลกุลขนาดเล็ก

"แต่ถ้าเราได้สารภูมิคุ้มกันที่ใช้งานได้ผล ผมรับประกันได้ว่า เราสามารถเร่งการผลิตจนทำให้ต้นทุนลดต่ำลงและสามารถนำไปใช้งานได้"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง