คุณกล้าขึ้นเครื่องบินไร้คนขับไหม

บางสายการบินเริ่มมองหาลู่ทางสู่การเดินอากาศแบบอัตโนมัติในอนาคต ซึ่งจะไม่ต้องใช้นักบินอีกต่อไป Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ บางสายการบินเริ่มมองหาลู่ทางสู่การเดินอากาศแบบอัตโนมัติในอนาคต ซึ่งจะไม่ต้องใช้นักบินอีกต่อไป

ทุกวันนี้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน รวมทั้งวิทยาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนสายการบินหลายแห่งเริ่มมองหาลู่ทางจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ให้เต็มที่ เพื่อลดต้นทุนการฝึกและจ้างงานนักบินที่สูงลิ่วในแต่ละปี สายการบินเหล่านี้อ้างว่า การเดินทางจะสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ทั้งต้นทุนที่ต่ำลงจะพลอยทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินโดยสารลดลงตามไปด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ภาพอนาคตที่สวยหรูเหล่านี้จะปรากฎเป็นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำถามเพียงข้อเดียวว่า คุณกล้าขึ้นไปนั่งในอากาศยานที่ไม่มีนักบินหรือเปล่า ?

ผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 8,000 คน ที่จัดทำโดยธนาคารเพื่อการลงทุนยูบีเอส (UBS) ชี้ว่า คนส่วนใหญ่ 54% ไม่กล้า และคาดว่าแทบไม่มีความเป็นไปได้ที่ตนเองจะตีตั๋วขึ้นเครื่องบินแบบนั้น ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างเพียง 17% ระบุว่ามีความสนใจและมีความเป็นไปได้ว่าจะทดลองโดยสารเครื่องบินไร้คนขับในอนาคต

แผนภูมิแท่งแสดงผลสำรวจแนวโน้มการใช้บริการเครื่องบินไร้คนขับโดยแยกตามกลุ่มอายุ (ดูแกนนอน) แท่งสีน้ำเงินเข้มแสดงจำนวนร้อยละของผู้มีแนวโน้มว่าสนใจใช้บริการ ส่วนแท่งสีฟ้าแสดงจำนวนร้อยละของผู้มีแนวโน้มว่าจะไม่ใช้บริการ(ดูแกนตั้ง)

แน่นอนว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่อยากเสี่ยงกับเครื่องบินไร้คนขับกว่าครึ่งเป็นผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป และกลุ่มที่สนใจทดลองนั่งเครื่องบินชนิดนี้มากที่สุดเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอายุระหว่าง 25-34 ปี ดังนั้นอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ยังขัดขวางไม่ให้แนวคิดเรื่องสายการบินไร้คนขับเป็นจริงขึ้นมา จึงอยู่ที่ทัศนคติของคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นเก่าที่มักหวั่นเกรงว่าหายนะจะเกิดขึ้น หากไม่มีนักบินคอยควบคุมแก้ไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน

อันที่จริง เรื่องของความปลอดภัยเป็นเหตุผลหลักที่จะมีการนำเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติมาใช้กับเครื่องบิน โดยสถิติชี้ว่าอุบัติเหตุทางการบินที่เคยเกิดขึ้นราว 70-80% นั้น มาจากความผิดพลาดของมนุษย์ที่เป็นนักบินนั่นเอง โดยในจำนวนนี้ราว 15-20% เกิดขึ้นจากความเหนื่อยล้า

เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินโดยสารแอร์บัส ได้ประกาศความสำเร็จในการทดลองอากาศยานไร้คนขับ"ซาจิตตา" (Sagitta) ซึ่งใช้เครื่องยนต์ไอพ่น โดยสามารถทำการบินอัตโนมัติในเส้นทางที่กำหนดล่วงหน้าไว้เป็นเวลา 7 นาที ส่วนบริษัทโบอิงก็เตรียมจะทดสอบเครื่องบินไร้คนขับของตนในปีหน้าเช่นกัน โดยบอกว่าขณะนี้กำลังทดสอบเอไอที่จะใช้ขับเครื่องบินกับเครื่องจำลองการบิน (Flight Simulator) โดยเอไอสามารถตัดสินใจแทนนักบินในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

Image copyright Getty Images

นอกจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินไร้คนขับจะอ้างว่าพาหนะชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงแล้ว รายงานที่ศึกษาด้านการลงทุนของยูบีเอสยังระบุว่า เครื่องบินไร้คนขับจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้สายการบินต่าง ๆ ได้ถึงปีละ 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในจำนวนนี้คิดเป็นค่าจ้างนักบินที่ตัดลดไปได้ถึง 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าฝึกอบรมนักบิน 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และค่าเชื้อเพลิงที่จะประหยัดไปได้ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากเครื่องบินไร้คนขับจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผลของการที่ต้นทุนการบินลดลงอย่างมากเช่นนี้ จะทำให้ในระยะยาวค่าโดยสารเครื่องบินจะลดลงด้วย โดยยูบีเอสคำนวณว่าราคาตั๋วโดยสารของสายการบินในสหรัฐฯจะลดลงถึง 11% แต่ในยุโรปจะลดลงเพียง 4% ยกเว้นในกรณีของสายการบินต้นทุนต่ำเช่น ไรอันแอร์ ที่ราคาตั๋วโดยสารน่าจะลดลงถึง 8%

อย่างไรก็ตาม รายงานของยูบีเอสระบุว่า การปรับใช้เทคโนโลยีควบคุมเครื่องบินโดยอัตโนมัตินั้นน่าจะมีการทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจเริ่มจากเที่ยวบินบรรทุกสินค้าที่ไม่มีผู้โดยสารก่อน ซึ่งคาดว่าเที่ยวบินประเภทนี้จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีไร้คนขับมากที่สุด รวมทั้งเที่ยวบินระยะสั้นที่ไม่มีจำนวนผู้โดยสารมากนัก ซึ่งคาดว่าการใช้เครื่องบินไร้คนขับกับเที่ยวบินโดยสารที่มีคนอยู่กว่า 300 คน และใช้เวลาเดินทาง 7 ชั่วโมงขึ้นไป จะยังคงไม่เกิดขึ้นภายใน 10-20 ปีนี้

ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้สอบถามไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของสมาคมนักบินของสายการบินอังกฤษ (BALPA) ในเรื่องเทคโนโลยีเครื่องบินไร้คนขับดังกล่าว ซึ่งนายสตีฟ แลนเดลส์ ผู้เชี่ยวชาญของสมาคมบอกว่า เขามีความกังวลว่าความตื่นเต้นต่อเทคโนโลยีใหม่นี้ จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องลืมสภาพความเป็นจริงที่ว่า การใช้อุปกรณ์ควบคุมการบินอัตโนมัตินั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีปัญหาในการใช้งานอยู่เป็นประจำในห้องนักบินทุกวันนี้

"คอมพิวเตอร์นั้นผิดพลาดได้ และที่ผ่านมาก็เกิดผิดพลาดขึ้นบ่อยด้วย ใครสักคนจะต้องคอยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ในความเป็นจริง นักบินต้องคอยเข้าแทรกแซงระบบอัตโนมัติที่ไม่ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น จนเรื่องนี้เป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว" นายแลนเดลส์กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง