น่ากังวลแค่ไหนกับภัยสงครามสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ?

ขีปนาวุธ Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ สำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือ เผยแพร่ภาพการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปฮวาซอง-14 เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยไม่ได้ระบุชัดถึงวันที่ทำการทดสอบ

สงครามน้ำลายที่เกิดขึ้นระหว่างผู้นำสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งประกาศจะตอบโต้ความท้าทายของเกาหลีเหนือด้วยไฟและความพิโรธโกรธเกรี้ยว ขณะที่นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือขู่ซ้ำว่าจะยิงขีปนาวุธถล่มเกาะกวม ดินแดนของสหรัฐฯ เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานหลายกระแสที่ชี้ว่าเกาหลีเหนือสามารถผลิตหัวรบนิวเคลียร์ที่มีขนาดเล็กพอที่จะติดตั้งบนขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปได้แล้ว สิ่งนี้เป็นเค้าลางของความขัดแย้งทางทหารที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่?

คำตอบที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาระบุคือ "ยังไม่ใช่" ด้วยเหตุผลหลักๆ ดังนี้

ไม่มีฝ่ายใดต้องการทำสงคราม

สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ ความจริงที่ว่าสงครามในคาบสมุทรเกาหลีจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดทั้งสิ้น เกาหลีเหนือเองมีเป้าหมายหลักคือความอยู่รอดของตัวเอง การทำสงครามกับสหรัฐฯ รังแต่จะส่งผลร้าย

โจนาธาน มาร์คัส ผู้สื่อข่าวสายความมั่นคงของบีบีซี ให้เหตุผลว่าในสภาพการณ์ปัจจุบันหากเกาหลีเหนือโจมตีสหรัฐฯ และพันธมิตร ก็จะส่งผลให้สงครามขยายวงกว้างโดยทันที และสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงคือระบอบปกครองของนายคิม จอง อึน นั้น ไม่ได้ต้องการจะปลิดชีพตัวเอง

และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เกาหลีเหนือพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ตนเองมีอำนาจทางอาวุธนิวเคลียร์เอาไว้ป้องกันตนเองไม่ให้ถูกล้มล้างได้ง่ายๆ นายคิม จอง อึน เองไม่ต้องการให้ตัวเองต้องมีจุดจบเช่นเดียวกับนายโมอัมมาร์ กัดดาฟี แห่งลิเบีย หรือนายซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำอิรัก

Image copyright EPA

นายอังเดร ลานคอฟ แห่งมหาวิทยาลัยคุกมินในกรุงโซล บอกกับ นสพ.เดอะการ์เดียนว่า "มีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเกิดสงคราม" พอๆ กับที่เกาหลีเหนือเองก็ไม่สนใจจะแก้ปัญหาด้วยวิธีทางการทูตในเวลานี้ เพราะต้องการแน่ใจว่าตนเองจะมีความสามารถจัดการกับสหรัฐฯ ให้ได้เสียก่อน

สหรัฐฯ จะลงมือก่อนไหม?

สหรัฐฯ รู้ดีว่าการกระทำเช่นนั้นเท่ากับกดดันให้เกาหลีเหนือหันไปเอาคืนกับพันธมิตรของตน อย่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น และจะทำให้พลเรือนและกองกำลังอเมริกันอีกหลายพันคนต้องล้มตาย นอกจากนี้ยังไม่อยากเสี่ยงที่จะถูกเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธข้ามแดนมาสหรัฐฯ ขณะที่จีนพันธมิตรเดียวของเกาหลีเหนือ พยายามเต็มที่ไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้น เพราะจีนก็ไม่ต้องการเห็นกองกำลังสหรัฐฯ และเกาหลีใต้มาประจำการอยู่ใกล้ชายแดนตน หากการปะทะกันเกิดขึ้นความกังวลในเรื่องนี้ของจีนก็จะเป็นจริง

แค่คำพูดยังไม่มีการลงมือ

นายทรัมป์อาจข่มขู่เกาหลีเหนือโดยใช้คำพูดที่คนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ใช้กัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ นั้นกำลังจะก่อสงครามกับเกาหลีเหนือจริงๆ

แหล่งข่าวสายทหารที่ไม่เปิดเผยชื่อคนหนึ่งบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าแม้จะมีการใช้ถ้อยคำตอบโต้กันไปมา แต่ท่าทีของสหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่แมค ฟิชเชอร์ คอลัมนิสต์ของ นสพ.นิวยอร์กไทม์ส เห็นไม่ต่างกันว่าคำพูดแบบไม่คิดของผู้นำไม่ถือว่ามีความสลักสำคัญในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

Image copyright KCNA VIA REUTERS
คำบรรยายภาพ (แฟ้มภาพ) สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) เผยแพร่ภาพขณะเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปฮวาซอง-14 ครั้งล่าสุด

ฝ่ายสหรัฐฯ นั้น หลังจากเห็นเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปสองครั้งสองคราเมื่อเดือนมิถุนายน สหรัฐฯ ก็หันกลับไปใช้วิธีการเดิมคือใช้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ กดดันเกาหลีเหนือ ในเวลาเดียวกันนักการทูตสหรัฐฯ ยังหวังว่าเกาหลีเหนือจะยอมกลับมานั่งโต๊ะเจรจากันอีก

สิ่งนี้นอกจากจะเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่สอดคล้องกันไปยังเกาหลีเหนือแล้ว ยังลดทอนความน่าเชื่อถือของถ้อยคำจากปากนายทรัมป์ด้วย

แต่ถึงอย่างนั้นนักวิเคราะห์หลายคนมองว่าการตีความสภาพการณ์อันตึงเครียดนี้อย่างผิดพลาดอาจนำไปสู่การก่อสงครามโดยไม่ตั้งใจ

นายดาริล คิมบอลล์ แห่งสมาคมควบคุมอาวุธ (Arms Control Association) องค์กรมันสมองของสหรัฐฯ บอกกับบีบีซีว่ามีความเป็นไปได้หลายทางที่ต่างฝ่ายต่างประเมินผิดจนควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่

Image copyright AFP/Getty Images

ไม่ใช่เรื่องใหม่

นายพีเจ โครว์ลีย์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เคยชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือนั้นเคยเกือบจะก่อสงครามกันจริงๆ เมื่อปี 1994 ตอนนั้นเกาหลีเหนือไม่ยอมให้ผู้แทนจากนานาชาติเข้าไปตรวจสอบอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศ แต่ท้ายที่สุดวิธีทางการทูตได้ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายลง

นายโครว์ลีย์ เห็นว่าการข่มขู่ของเกาหลีเหนือและการตอบโต้ของสหรัฐฯ อย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่ว่าในครั้งนี้นายทรัมป์ดูจะชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ พร้อมลงมือก่อน (แม้ว่านายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศ จะต้องออกมาคลี่คลายสถานการณ์ในภายหลัง)

แม้นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่าคำพูดชวนทะเลาะที่ออกจากปากผู้นำสหรัฐฯ ทำให้เกิดความกังวล แต่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องสูญเสียหนักที่สุดดูจะไม่เป็นห่วงมากมายจนเกินเลย เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้มองว่าสถานการณ์ยังไม่เข้าขั้นวิกฤต และน่าจะแก้ปัญหากันได้อย่างสันติ

และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้มองสถานการณ์ในแง่ดีไว้ก่อนได้

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม