โศกนาฏกรรมเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ เมื่อ “เชื้อชาติ” ปะทะ “ความเท่าเทียม”

เหตุปะทะเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ เหตุปะทะเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์นับว่ารุนแรงที่สุดตั้งแต่ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ

"สวนแห่งการปลดปล่อย" (Emancipation Park) ที่เมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ กลายสภาพเป็นสนามรบระหว่างกลุ่มชาตินิยมขวาจัดและฝ่ายต่อต้านไปในทันที หลังบรรดาผู้นิยมแนวคิดคนผิวขาวเป็นใหญ่ รวมทั้งกลุ่มคู คลักซ์ แคลน (เคเคเค) และพวกนิยมนาซี ซึ่งรวมตัวกันในชื่อของกลุ่ม "อัลต์-ไรท์" (Alt-Right) จัดการชุมนุมแสดงพลังเป็นครั้งที่สามในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพื่อต่อต้านแผนการทำลายอนุสาวรีย์ของนายพลโรเบิร์ต อี. ลี ผู้นำฝ่ายสนับสนุนการค้าทาสในยุคสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ

การชุมนุมดังกล่าวถือเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีของกลุ่มชาตินิยมผิวขาวในสหรัฐฯ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมหลายร้อยคนที่มารวมตัวกันตั้งแต่คืนวันศุกร์ (11 ส.ค.) ได้ถือคบเพลิงบุกเข้าไปยังอนุสาวรีย์ของประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน ในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย และได้เกิดปะทะกับกลุ่มผู้ต่อต้านที่นั่น นักศึกษาผู้หนึ่งบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า "ไม่นึกไม่ฝันว่าในชั่วรุ่นของฉันจะได้เห็นอะไรแบบนี้เกิดขึ้นในอเมริกา"

ในช่วงเช้าวันเสาร์ (12 ส.ค.) กลุ่มชาตินิยมผิวขาวมารวมตัวกันอีกครั้งที่ "สวนแห่งการปลดปล่อย"ตะโกนคำขวัญต่อต้านบรรดาผู้อพยพและข้อความในเชิงแบ่งแยกกีดกันทางเชื้อชาติศาสนาหลายอย่าง โดยมีกลุ่มเสรีนิยมผู้ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวมารวมตัวแสดงพลังคัดค้านอยู่ด้วยเช่นกัน ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้เห็นกลุ่มชายผิวขาวตะโกนข้ามแผงเหล็กที่กั้นกลางระหว่างผู้ชุมนุมสองกลุ่ม โดยด่าทอหญิงผิวขาวที่อยู่ในฝ่ายต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติว่า "พวกคนทรยศ อย่างพวกแกต้องโดนปราบให้หมด"

คำบรรยายภาพ ธงของสมาพันธรัฐแห่งอเมริกาซึ่งใช้ในยุคสงครามกลางเมือง โบกสะบัดท่ามกลางกลุ่มชาตินิยมผิวขาว

การปะทะคารมระหว่างกลุ่มชาตินิยมผิวขาวกับกลุ่มผู้คัดค้านการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นการใช้กำลังปะทะกัน โดยต่างฝ่ายต่างตรงเข้าชกต่อย ใช้สิ่งของขว้างใส่ฝ่ายตรงข้าม และฉีดสเปรย์พริกไทยใส่กัน จนตำรวจปราบจลาจลต้องเข้าระงับเหตุ

ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน และสั่งยกเลิกการเดินขบวนครั้งใหญ่ของกลุ่มชาตินิยมผิวขาว แต่ในขณะที่เหตุการณ์ดูเหมือนว่ากำลังจะคลี่คลาย ก็มีผู้ก่อเหตุไม่คาดฝันโดยขับรถพุ่งเข้าชนกลุ่มผู้ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 19 ราย สร้างความตกตะลึงให้กับคนอเมริกันทั้งประเทศ และทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุขัดแย้งที่มีความรุนแรงมากที่สุด นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ มีกลุ่มติดอาวุธในหมู่ผู้ชุมนุมฝ่ายชาตินิยมผิวขาวด้วย

"สัจนิยมทางเชื้อชาติ"

แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะได้ออกมาเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น และผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียได้บอกให้บรรดาผู้ชุมนุมฝ่ายยึดถือแนวคิดคนผิวขาวเป็นใหญ่ "กลับบ้านไปเสีย" และประณามว่าไม่ใช่ผู้รักชาติอย่างแท้จริง แต่สมาชิกกลุ่มชาตินิยมผิวขาวที่เดินทางมาจากทั่วประเทศเพื่อร่วมชุมนุมที่เมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ของพวกตนและสิ่งที่ทำลงไปว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

Image copyright ALEJANDRO ALVAREZ/NEWS2SHARE/REUTERS

นางสาวอาเวียลี ฮอร์ตัน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ "อนุรักษ์นิยมปฏิวัติ" เป็นผู้หญิงเพียงไม่กี่คนในบรรดาชายผิวขาวจำนวนมากซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของกลุ่มชาตินิยมผิวขาวที่มาชุมนุมครั้งนี้ เธอบอกว่าไม่เป็นธรรมที่สังคมมองกลุ่มขวาใหม่อย่างเธอว่าเลวร้ายและเหมารวมว่าเป็นพวกนาซีหรือฟาสซิสต์ไปเสียหมด เธอยกตัวอย่างว่าหนังสือพิมพ์ที่นำเสนออุดมการณ์ของเธอนั้นมุ่งเพียง "พิทักษ์อารยธรรมตะวันตก" เท่านั้น

ผู้สนับสนุนแนวคิดคนผิวขาวเป็นใหญ่บางคน ซึ่งลงทุนบินข้ามรัฐมาร่วมการชุมนุมเสริมว่า แนวคิดของพวกเขาไม่ใช่การเหยียดเชื้อชาติศาสนาหรือสีผิว แต่เป็น "สัจนิยมทางเชื้อชาติ" (Racial Realism) ซึ่งก็คือความจริงตามธรรมชาติที่คนทุกกลุ่มต่างก็ต้องการอยู่กับพวกเดียวกันและปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง "แม้แต่คนดำ คนต่างชาติ หรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเองก่อนทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องที่สังคมต้องทำให้ดูเป็นสิ่งเลวร้าย"

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ผู้แทนฝ่ายชาตินิยมผิวขาวบอกว่าสังคมไม่เป็นธรรมที่มองพวกตนเลวร้าย

นายดาริล โวแกน ผู้ชุมนุมฝ่ายชาตินิยมผิวขาวซึ่งถูกกลุ่มต่อต้านรุมทำร้าย หลังทั้งสองฝ่ายถูกตำรวจปราบจลาจลขับไล่จนล่าถอยไปปักหลักอยู่ตามถนนสายต่าง ๆ บอกว่า "พวกมันมาเอาประวัติศาสตร์ของผมไป มาทำให้ประวัติศาสตร์ของพวกผมดูเลวร้าย ที่รณรงค์กันว่า "ชีวิตคนดำมีค่า" นั่นน่ะเหรอ ไร้สาระสิ้นดีสำหรับผม"

ย้อนคิดใคร่ครวญ: โศกนาฏกรรมชาร์ล็อตส์วิลล์เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

กลุ่มชาตินิยมผิวขาวบางส่วนมองว่า การไล่ทำลายอนุสาวรีย์ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับการค้าทาสหรือเหยียดผิวนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะคนดำจะไม่ได้เรียนรู้ความจริงถึงรากเหง้าความเป็นมาของตนเองและเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ แต่นายเวส เบลลามี รองนายกเทศมนตรีผิวดำคนแรกของเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์บอกว่า เขาจะเดินหน้ารื้อถอนอนุสาวรีย์เหล่านี้ให้หมด

"ผมได้รับอีเมลขู่ฆ่าแสดงความเกลียดชังทุกวัน แต่นั่นแสดงว่าผมได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว คุณจะทนมองดูอนุสาวรีย์สูง 28 ฟุตของชายที่หากยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ คุณจะไม่ได้รับอนุญาตให้เงยหน้าสบตาเขาได้ไหม ? หากเราต้องการเป็นเมืองที่มีความเท่าเทียม เราจะเก็บอนุสาวรีย์พวกนี้ไว้ได้อย่างไร ?" นายเบลลามีกล่าว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ตำรวจรัฐเวอร์จิเนียเข้าควบคุมสถานการณ์และสอดส่องเฝ้าระวังเหตุรุนแรงจากด้านบนของรถหุ้มเกราะ

นายเบลลามีเป็นส่วนหนึ่งของกระแสความเคลื่อนไหวในชุมชนคนผิวดำของเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ ที่สนับสนุนให้รื้อถอนอนุสาวรีย์และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของฝ่ายสมาพันธรัฐซึ่งหนุนการค้าทาสในยุคสงครามกลางเมืองเสีย โดยมีสัญลักษณ์ต่าง ๆ ถูกยกเลิกและอนุสาวรีย์ที่ถูกรื้อถอนทำลายไปแล้วกว่า 60 แห่ง นับแต่เกิดเหตุสังหารหมู่คนดำ 9 คนในโบสถ์ของเมืองชาร์ลส์ตัน โดยมือปืนคือนายดีแลนน์ รูฟ ซึ่งคลั่งลัทธิคนขาวเป็นใหญ่

กระแสดังกล่าวนับได้ว่า เป็นตัวจุดชนวนความไม่พอใจของกลุ่มชาตินิยมผิวขาวทั่วประเทศ ซึ่งได้สะสมและปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในเหตุโศกนาฏกรรมเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ในวันนี้ ทั้งที่เมื่อสามปีที่แล้ว เมืองแห่งนี้เพิ่งได้รับการเสนอชื่อจากทางการให้เป็นเมืองที่ผู้คน "มีความสุขที่สุด" ในสหรัฐฯ

"ผมไม่รู้ว่าหลังจากนี้ชาร์ล็อตส์วิลล์จะกลับเป็นเหมือนเดิมอีกได้ไหม แต่ผมคิดว่าเราจะต้องข้ามผ่านภาวะแบ่งเขาแบ่งเราเช่นนี้ไปให้ได้" ชาวเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ผู้หนึ่งกล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม