เผยมาครงใช้งบจ้างช่างแต่งหน้ากว่าล้านบาทใน 3 เดือน

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์พากันวิจารณ์การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของผู้นำฝรั่งเศส Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์พากันวิจารณ์การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของผู้นำฝรั่งเศส

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ชาวฝรั่งเศสพากันวิพากษ์วิจารณ์และตกแต่งภาพล้อเลียนประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กันอย่างล้นหลาม หลังนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ Le Point ของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า นับแต่นายมาครงเข้ารับตำแหน่งผู้นำเมื่อสามเดือนก่อน เขาได้ใช้งบประมาณของรัฐจ้างช่างแต่งหน้าประจำตัวในราคาแพงไปแล้วถึง 26,000 ยูโร หรือราว 1,031,000 บาท

แม้จะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่บรรดาผู้นำประเทศหรือบุคคลสำคัญจะใช้รองพื้นหรือแต่งหน้าเล็กน้อยเพื่อให้ภาพข่าวออกมาดูดี แต่งบประมาณที่ใช้ในการเสริมหล่อของนายมาครงตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงสนนราคาค่าจ้างที่สูงลิ่วเกินความจำเป็น

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสออกมาชี้แจงว่า แม้ตัวเลขค่าจ้างช่างแต่งหน้าของนายมาครงจะสูง แต่ก็ไม่ได้สูงเกินไปกว่าของอดีตประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลองด์ และอดีตประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ส่วนผู้ช่วยของนายมาครงบอกว่าจะพยายามมองหาช่างแต่งหน้าที่เสนออัตราค่าจ้างถูกลงในอนาคต

นอกจากบรรดาผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จะวิจารณ์การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของนายมาครงแล้ว ยังมีการตกแต่งภาพล้อเลียนออกเผยแพร่กันทางทวิตเตอร์และอินสตาแกรมจำนวนมากด้วย โดยผู้ที่ใช้ชื่อบัญชีทวิตเตอร์ว่า Charles Martel 732 นำภาพใบหน้าที่แต่งจนเนียนใสของนายมาครงไปเทียบกับหน้ากากทองปิดพระพักตร์ของฟาโรห์ตุตันคามุน โดยบรรยายว่าสิ่งที่โบกอยู่บนใบหน้าของนาย "ตุตันมาครง" นั้น มีราคาแพงจนถือได้ว่าเป็น "เมคอัพทองคำ" อันล้ำค่า

Image copyright @charlesmartel72/Twtter
คำบรรยายภาพ ใบหน้าที่แต่งด้วยฝีมือช่างราคาแพงของนายมาครง ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น "เมคอัพทองคำ" อันล้ำค่าราวหน้ากากของฟาโรห์ตุตันคามุน

นายมาครงกำลังประสบภาวะคะแนนนิยมที่ได้รับจากประชาชนตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว จากผลสำรวจคะแนนนิยมที่ระดับ 64% ในเดือนมิถุนายน ลดฮวบลงมาอยู่ที่เพียง 37% เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

คะแนนนิยมที่ลดลงมาจากแนวโน้มการดำเนินนโยบายที่ตัดลดงบสนับสนุนหน่วยงานของรัฐเช่นกองทัพ รวมทั้งเล็งตัดสวัสดิการของพลเมืองหลายด้าน ทำให้กลุ่มชาตินิยมที่ยังทรงพลังอยู่และกระแสมวลชนที่เรียกร้องให้รัฐบาลเห็นแก่ผลประโยชน์ของชาติมาเป็นอันดับแรกก่อนจะเห็นแก่สหภาพยุโรป (อียู) เริ่มมีท่าทีต่อต้านนายมาครงซึ่งเป็นผู้มีแนวคิดเสรีนิยมสายกลางและต้องการสร้างความแข็งแกร่งแก่ภูมิภาคยุโรปโดยรวมเป็นหลัก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง