ยะไข่: ไฟแห่งความขัดแย้งปะทุขึ้นอีก

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ หมู่บ้านหลายแห่งในรัฐยะไข่ถูกเผาทำลาย หลังเกิดเหตุรุนแรงตอบโต้การโจมตีโดยกลุ่มติดอาวุธชาวโรฮิงญา

เหตุรุนแรงจากความขัดแย้งทางเชื้อชาติศาสนาครั้งใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐยะไข่ของเมียนมาตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา (25 ส.ค.) ได้ทำให้ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญาพากันทิ้งถิ่นฐานหนีภัยข้ามพรมแดนเข้าไปยังบังกลาเทศแล้วหลายพันคน ส่วนชาวพุทธในพื้นที่จำนวนมากก็ต้องอพยพไปยังที่ปลอดภัยเช่นกัน อะไรคือชนวนเหตุที่ทำให้ความรุนแรงระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิมกลับปะทุขึ้นอีกครั้ง นับแต่เกิดเหตุการณ์คล้ายกันเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

เหตุรุนแรงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ส.ค. กลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนชาวโรฮิงญาจำนวนหนึ่งซึ่งมีมีดและระเบิดแสวงเครื่องเป็นอาวุธบุกเข้าโจมตีป้อมตำรวจกว่า 30 แห่งในทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ ทำให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตไป 12 นาย ขณะที่สมาชิกกลุ่มติดอาวุธชาวโรฮิงญาจำนวนหนึ่งก็ถูกสังหารด้วยเช่นกัน

จากนั้นก็มีการโจมตีตอบโต้จากกองกำลังรัฐบาลเมียนมา และการปะทะกันเพื่อล้างแค้นระหว่างกลุ่มชาวพุทธและมุสลิมในหมู่บ้านต่างๆ เกิดขึ้นตามมาหลายระลอก และจำนวนคนเสียชีวิตก็เพิ่มขึ้น ประชาชนทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องอพยพหนีภัยกันเป็นจำนวนมาก องค์การสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ทางการเมียนมาปกป้องชีวิตและสวัสดิภาพของทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิมอย่างเท่าเทียมกัน

Image copyright REUTERS
คำบรรยายภาพ ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาหลายพันคนซึ่งรวมถึงเด็กและผู้หญิงข้ามพรมแดนเข้าไปยังบังกลาเทศ

องค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรท์วอทช์ได้เผยข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่ามีหมู่บ้านถูกเผาทำลายในพื้นที่อย่างน้อย 10 แห่ง ซึ่งรัฐบาลเมียนมาบอกว่าเป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธที่เผาทำลายหมู่บ้านของ "ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์" ขณะที่กลุ่มติดอาวุธแย้งว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของกองกำลังรัฐบาลและกลุ่มชาวพุทธ

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชายแดนบังกลาเทศบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ในคืนวันอังคารที่ 29 ส.ค. ยังคงมีเสียงปืนยิงปะทะกันอย่างหนักหน่วงเป็นระยะ และมองเห็นกลุ่มควันจากเพลิงไหม้ที่บริเวณหมู่บ้านติดแนวพรมแดนฝั่งตรงข้าม

กลุ่มติดอาวุธที่ก่อเหตุคือใคร ?

กลุ่มที่เรียกตนเองว่า กองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน (Arakan Rohingya Salvation Army - ARSA) ได้อ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้ โดยกลุ่มติดอาวุธดังกล่าวปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วในเหตุการณ์โจมตีป้อมตำรวจที่คล้ายกัน จนทำให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไป 9 ราย

รัฐบาลเมียนมาบอกว่ากลุ่มอาร์ซา (ARSA) เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ผู้นำกลุ่มได้รับการฝึกฝนด้านอุดมการณ์และการสู้รบมาจากต่างแดน โยผู้นำกลุ่มคือนายอตา อุลลาห์ เป็นชาวโรฮิงญาที่เกิดในปากีสถานและไปเติบโตที่ซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มยืนยันว่าไม่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มนักรบจีฮัดหรือกลุ่มผู้มีแนวคิดสุดโต่งทางศาสนาแต่อย่างใด สมาชิกของกลุ่มส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มที่โกรธแค้นต่อเหตุรุนแรงที่ชาวโรฮิงญาถูกกระทำนับแต่ปี 2012 เป็นต้นมา และวัตถุประสงค์หลักในการต่อสู้คือเพื่อปกป้องชาวมุสลิมโรฮิงญาจากการกดขี่ประหัตประหารของรัฐบาลเมียนมาเท่านั้น

หนีตายข้ามชายแดนสู่บังลาเทศ

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติระบุว่า เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีชาวโรฮิงญาราว 5,200 คนข้ามพรมแดนหนีภัยเข้าไปยังบังกลาเทศแล้ว และยังมีอีกหลายพันคนที่ติดอยู่ตามแนวพรมแดนฝั่งเมียนมา บ้างก็ถูกกักให้อยู่ในบริเวณจำกัดใกล้แนวพรมแดนฝั่งบังกลาเทศ โดยผู้ลี้ภัยสองกลุ่มหลังนี้มีเด็กและผู้หญิงรวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ชาวพุทธในพื้นที่การสู้รบของรัฐยะไข่ ต่างต้องอพยพไปยังที่ปลอดภัยเป็นการชั่วคราวเช่นกัน

มีรายงานการผลักดันผู้ลี้ภัยกลับไปยังฝั่งเมียนมา โดยเจ้าหน้าที่ประจำแนวพรมแดนของบังกลาเทศหลายกรณี ทำให้นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติต้องร้องขอให้ทางการบังกลาเทศเปิดรับผู้ลี้ภัยต่อไป อย่างไรก็ตาม บังกลาเทศนั้นมีผู้อพยพชาวโรฮิงญาจำนวนมากที่หลบหนีเหตุรุนแรงครั้งก่อนๆ อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแห่งใหญ่ๆ ของประเทศหลายแสนคนแล้ว

นอกจากรายงานการอพยพลี้ภัยของชาวโรฮิงญาจำนวนมาก ยังมีรายงานว่าชาวพุทธในพื้นที่ความขัดแย้งหลายพันคนต่างพากันหนีภัยลงใต้ โดยบางส่วนมีกองกำลังรัฐบาลช่วยคุ้มกันไปยังที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ รัฐบาลเมียนมามองว่าชาวมุสลิมโรฮิงญาเป็นผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศและไม่ยอมรับว่าเป็นพลเมืองของตน โดยนับแต่เกิดเหตุปะทะขัดแย้งระหว่างชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ รวมทั้งเหตุลอบโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทำให้ทางการเมียนมาดำเนินการกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธที่แอบซ่อนอยู่อย่างหนัก จนมีรายงานว่าเกิดการใช้ความรุนแรง สังหาร และข่มขืนชาวโรฮิงญาขึ้นหลายกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม