ใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีในยุโรปและอเมริกาเหนือ?

ใครอยู่เบื้อหลังเหตุก่อการร้ายในยุโรป Image copyright Getty Images

บีบีซีได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการก่อการร้ายและปฏิบัติการของพวกหัวรุนแรงนอกองค์กรรวบรวมและวิเคราะห์เหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกเพื่อให้เห็นว่ารูปแบบของปฏิบัติการเหล่านี้เป็นอย่างไร

ดร.ลอเรนโซ วิดิโน ผู้อำนวยการโครงการศึกษากลุ่มที่มีแนวความคิดสุดโต่งของมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลของบีบีซีชี้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในโลกตะวันตกจากน้ำมือของนักรบจิฮัดในช่วงสามปีที่ผ่านมามีจำนวนรวมกันถึง 420 คนแล้ว

แม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเงื้อมมือพวกหัวรุนแรงในซีกโลกอื่นจะรุนแรงกว่ามากนัก สองสามเดือนที่ผ่านมาในช่วงหลังการโจมตีเริ่มถี่ขึ้นมาก

ต่อไปนี้เป็นการจำแนกข้อมูลคร่าว ๆ ของรูปแบบการโจมตี ซึ่งมีทั้งสถานที่ อายุของผู้ปฏิบัติการ สถานะคนเข้าเมือง และความเกี่ยวเนื่องกับองค์กร เช่น กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส)

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ 14 ก.ค. 2016: รถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนในเมืองนีซในประเทศฝรั่งเศส

การโจมตีมักจะเกิดขึ้นที่ใด

การโจมตีเกิดขึ้น 63 ครั้งในช่วงตั้งแต่เดือนก.ย.ปี 2014 (หลังคำประกาศแนวทางการต่อสู้ของ "กาหลิบ" โดยไอเอส) มาถึงจนปลายเดือนส.ค. 2017 ประเทศถูกที่โจมตีก็คือยุโรปเก้าประเทศ ประกอบด้วยสหรัฐและแคนาดา

เป้าหมายคือเมืองใหญ่ที่มีคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนครบาร์เซโลนาของสเปน, กรุงลอนดอนและเมืองแมนเชสเตอร์ของอังกฤษ, กรุงปารีสและเมืองนีซของฝรั่งเศส กรุงเบอร์ลินของเยอรมนี กรุงบรัสเซลล์ของเบลเยียม กรุงสตอกโฮล์มของสวีเดน และเมืองออร์แลนโดของสหรัฐฯ

การโจมตีเกิดขึ้น 63 ครั้ง ทำให้คน 424 คนเสียชีวิตและทำให้คนมากกว่า 1,800 คนได้รับบาดเจ็บ โดยไม่นับรวมผู้ที่ก่อการที่มักเสียชีวิตในขณะที่โจมตีด้วย การโจมตีในกรุงปารีสเมื่อเดือนพ.ย. 2015 เป็นครั้งร้ายแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิตถึง 130 คน รองลงมาก็คือการโจมตีด้วยรถบรรทุกที่เมืองนีซ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 86 ราย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ความเสียหายจากการโจมตีที่ตลาดคริสมาสตร์ในเมืองเบอร์ลิน ช่วงเดือนธันวาคม 2016

ผู้ที่ปฏิบัติการโจมตี

ผู้ปฏิบัติการมีจำนวนทั้งหมดมี 85 เป็นผู้หญิงสองคน และแม้ว่าจะมีความกังวลว่าคนอายุน้อยที่มีความคิดรุนแรงน่าจะเป็นผู้ลงมือมากที่สุด แต่อายุเฉลี่ยของผู้ลงมือเท่ากับ 27.5 ปี

ผู้ลงมือที่อายุน้อยสุดมีสองคนคือเด็กชายวัย 15 ปีซึ่งทำร้ายครูชาวยิวด้วยมีดขนาดใหญ่ และเด็กหญิงซาเฟีย เอสในวัยสิบห้าเท่ากันผู้แทงเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีรถไฟของเมืองแฮนโนเวอร์ ประเทศแคนาดา ส่วนผู้ที่อายุมากที่สุดคือ 54 ปี

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ 22 มีนาคม 2017: สะพานเวสต์มินสเตอร์เตอร์หลังเหตุก่อการร้าย

สถานะผู้อพยพ

สิ่งที่ก่อให้เกิดการถกเถียงกันมากในยุโรปและสหรัฐฯ ก็คือการรับผู้อพยพจากประเทศมุสลิมเข้ามาจะทำเข้าพวกที่ปฏิบัติการเพิ่มขึ้นหรือไม่ จนทำให้มีคนลุกมาเรียกร้องว่าให้กำจัดการเข้าเมืองของคนเหล่านี้

แต่จากการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นพบว่าถึง 2 ใน 3 ของผู้ปฏิบัติการเป็นพลเมืองของประเทศที่ตนเองโจมตี และที่เหลือเป็นผู้อยู่อาศัยโดยถูกกฎหมายหรือเข้ามาเยี่ยมเยือนโดยถูกกฎหมาย มีน้อยมากที่เป็นผู้อพยพเข้ามาไม่นาน

สายสัมพันธ์กับกลุ่มไอเอส

สองในสี่ของการโจมตีที่ก่อความเสียหายมากที่สุดก็คือ ที่กรุงปารีสในเดือนพ.ย. 2015 และกรุงบรัสเซลล์ในปี 2016 เชื่อว่าบงการโดยกลุ่มไอเอส และเชื่อว่ามีกลุ่มติดอาวุธต่างชาติเข้าร่วมด้วยเป็นบางส่วน แต่การโจมตีอีกสองครั้งคือที่เมืองออร์แลนโดของสหรัฐฯ ในเดือนมิ.ย. และที่เมืองนีซของฝรั่งเศสในเดือนก.ค.ปีที่แล้ว เกิดขึ้นจากน้ำมือของบุคคลที่ไม่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มหัวรุนแรงเลย ซึ่งบ่งชี้ว่าแม้คนที่ดูว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่เคยเดินทางไปในพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้ง หากแต่เป็นพวกที่เห็นใจกลุ่มหัวรุนแรงก็สามารถกลายเป็นบุคคลอันตรายได้เช่นกัน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พฤศจิกายน 2015: ชาวปารีสวางดอกไม้เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต 130 คนหลังจากเหตุโจมตี

บทสรุปของการวิเคราะห์ข้อมูลนี้ก็คือกระแสการโจมตียังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลายลงไปง่าย ๆ และต้องส่งผลต่อนโยบายรักษาความปลอดภัยในประเทศ รวมทั้งนโยบายต่างประเทศในโลกตะวันตกอย่างแน่นอน

ทั้งรัฐบาล นักวิชาการและอีกหลายฝ่ายก็หวังว่าการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลของการโจมตีเช่นนี้จะทำให้สามารถเตรียมตัวรับมือได้ดีขึ้นกว่าเดิม ลดจำนวนการปฏิบัติการ ลดการเสียชีวิตและความเสียหายลงได้ในอนาคต