อีกด้านหนึ่งของวิกฤตในรัฐยะไข่: ชาวพุทธนับร้อยกำลังหลบภัยจากกลุ่มติดอาวุธมุสลิม

ชาวยะไข่ Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ชาวยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธนับร้อยที่ติดและซ่อนตัวอยู่ในบริเวณที่มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มติดอาวุธและกองกำลังของเมียนมาเป็นอีกกลุ่มผู้ประสบภัยหนึ่ง

เหตุโจมตีด่านตำรวจหลายแห่งในรัฐยะไข่โดยกลุ่มติดอาวุธมุสลิมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย สื่อต่างชาติให้ความสนใจรายงานถึงชะตากรรมของชาวโรฮิงญาหลายพันคนที่ต้องอพยพหนีภัยเข้าสู่บังกลาเทศ ขณะที่ชาวยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธนับร้อยที่ติดและซ่อนตัวอยู่ในบริเวณที่มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มติดอาวุธและกองกำลังของเมียนมาเป็นอีกกลุ่มผู้ประสบภัยที่อาจไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก

ไม่ใช่เพียงชาวโรฮิงญาที่ตกเป็นเหยื่อ

"เรารอให้ตำรวจมาช่วยพาพวกเราออกไปจากที่นี่ แต่ตำรวจก็ถูกโจมตีระหว่างทาง เราออกจากที่นี่ไม่ได้ ...ไม่มีใครมาช่วยเราเลย" ตัน ตัน เท ครูชาวพุทธในที่หลบภัยอยู่ในหมู่บ้านเจง เชา หนึ่งในพื้นที่ที่เกิดความรุนแรงในรัฐยะไข่ บอกกับบีบีซีแผนกภาษาพม่า

โซ วิน บรรณาธิการบีบีซีแผนกภาษาพม่า อธิบายว่า คนภายนอกที่กำลังจับตามองปัญหานี้มักมีความคิดว่า ชาวโรฮิงญาเป็น "ชนกลุ่มน้อย" ในความรุนแรงครั้งนี้ ทั้งที่จริงแล้ว ในสามเขตที่เกิดการปะทะล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นเมืองบูดิดอว์ ราติดอว์ และมองดอว์ นั้นมีประชากรชาวโรฮิงญาเป็นสัดส่วนถึง 96 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน

แม้ว่าก่อนหน้านี้ มีรายงานว่ากองทัพรัฐบาลเมียนมาได้เข้าอพยพชาวยะไข่ที่ไม่ใช่มุสลิมราว 4,000 คนออกจากพื้นที่สู้รบไปยังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว โซ วิน ระบุว่า ยังมีชาวยะไข่ที่เป็นชาวพุทธติดอยู่ในพื้นที่ความรุนแรง และบางส่วนต้องหนีเข้าป่า หลายคนเป็นครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนที่ถูกส่งมาจากเมืองหลัก ๆ ในรัฐยะไข่ และในบางกรณี ชาวบ้านในบริเวณนั้นก็ร่วมมือกับกลุ่มติดอาวุธด้วยทำให้พวกเขาไม่กล้าหนีออกไป

"เพราะคนส่วนใหญ่ในพื้นที่นั้นเป็นชาวโรฮิงญา พวกเขา [ชาวพุทธ] เองก็ต้องหนีเอาตัวรอด หลายคนต้องหลบอยู่ในป่า รอให้กองกำลังของรัฐบาลเมียนมามารับ ทางบีบีซีแผนกภาษาพม่าได้แจ้งไปยังกองกำลังที่จะให้การช่วยเหลือแล้ว แต่พวกเขาไม่สามารถเข้าไปได้เพราะการโจมตีเกิดขึ้นหลายจุดมาก"นายโซ วิน ระบุ

โซ วิน มองว่าสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวของชาวยะไข่ไม่ได้รับการพูดถึงมากนักเมื่อเทียบกับข่าวชะตากรรมของชาวโรฮิงญา เป็นเพราะเมื่อชาวโรฮิงญาข้ามไปยังฝั่งบังกลาเทศสำเร็จ สื่อต่างชาติเข้าถึงเพื่อสัมภาษณ์ได้ ซึ่งต่างจากชาวยะไข่กลุ่มดังกล่าวที่ยังไม่มีใครเข้าถึง

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานออกมาระบุว่ามีชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 18,500 คน ที่ต้องอพยพหนีภัยไปยังบังกลาเทศนับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เขาบอกว่า เท่าที่ทราบ มีชาวพุทธประมาณสองสามร้อยคนที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในตอนนี้ แม้ว่าคนเหล่านี้จะไม่ใช่เป้าหมายหลักของกลุ่มติดอาวุธ แต่พวกเขาบอกกับบีบีซีว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย บ้านเรือนถูกทำลายและจุดไฟเผาเช่นกัน

อย่างไรก็ดี จำนวนชาวพุทธที่ตกอยู่ในอันตรายยังเทียบไม่ได้กับจำนวนชาวโรฮิงญาที่ต้องลี้ภัยการสู้รบ ในวันนี้ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานออกมาระบุว่ามีชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 18,500 คน ที่ต้องอพยพหนีภัยไปยังบังกลาเทศนับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะกันเมื่อ 6 วันที่แล้ว ขณะที่ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่ายังคงมีความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ บ้านเรือนหลายหลังถูกเผาทำลาย และมีประชาชนอย่างน้อย 110 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ 11 คน เสียชีวิต

กองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน (ARSA)

บรรณาธิการแผนกภาษาพม่าบอกว่า ขัดแย้งในรัฐยะไข่เป็นประเด็นที่ซับซ้อน และสิ่งทำได้ก็คือการพูดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อย่างเช่นความรุนแรงล่าสุดที่เกิดขึ้น ซึ่งเริ่มจากการที่กลุ่มติดอาวุธบุกโจมตีสถานีและด่านตำรวจ ทำให้กองทัพต้องเข้ามาดำเนินปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ ซึ่งทำให้ชาวโรฮิงญาต้องอพยพหนีออกจากประเทศไป

โซ วิน ระบุว่า กลุ่มติดอาวุธนี้มีชื่อว่า กองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน หรือกลุ่มอาร์ซา (Arakan Rohingya Salvation Army - ARSA) เป็นกลุ่มเดียวกันกับที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีด่านตำรวจเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ที่ทำให้ตำรวจ 9 นาย เสียชีวิต

รัฐบาลเมียนมาบอกว่าผู้นำกลุ่มนี้ได้รับการฝึกฝนด้านอุดมการณ์และการสู้รบมาจากต่างแดน โยผู้นำกลุ่มคือนายอตา อุลลาห์ เป็นชาวโรฮิงญาที่เกิดในปากีสถานและไปเติบโตที่ซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มยืนยันว่าไม่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มนักรบจีฮัดหรือกลุ่มผู้มีแนวคิดสุดโต่งทางศาสนาแต่อย่างใด สมาชิกของกลุ่มส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มที่โกรธแค้นต่อเหตุรุนแรงที่ชาวโรฮิงญาถูกกระทำนับแต่ปี 2012 เป็นต้นมา และวัตถุประสงค์หลักในการต่อสู้คือเพื่อปกป้องชาวมุสลิมโรฮิงญาจากการกดขี่ประหัตประหารของรัฐบาลเมียนมาเท่านั้น

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ กองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน หรือกลุ่มอาร์ซา เป็นกลุ่มเดียวกันกับที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีด่านตำรวจเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ที่ทำให้ตำรวจ 9 นาย เสียชีวิต

กระบวนการหาสมาชิกของกลุ่มติดอาวุธนี้คือการเข้าไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ และฆ่าเจ้าหน้าที่ชาวโรฮิงญาที่รัฐบาลแต่งตั้งให้ดูแลแต่ละหมู่บ้านเสีย ก่อนที่จะฝึกคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรบ ด้วยความที่ชาวโรฮิงญามักถูกเลือกปฏิบัติเพราะถูกมองว่าเป็นคนไร้สัญชาติ ทำให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ถูกชักจูงให้มีความคิดรุนแรงได้ง่าย

หัวหน้าของกลุ่มนี้อ้างว่าพวกเขามีจำนวนสมาชิกถึงพันคน และหลังจากฝึกซ้อมทางการทหารแล้ว สมาชิกก็จะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติกับชาวบ้าน และพร้อมที่จะออกมาสู้รบเมื่อมีเหตุรุนแรงอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เสนอแก้กฎหมายสัญชาติ แนวทางเพื่อสันติภาพของ โคฟี อันนัน

ย้อนไปเมื่อปี 1982 กฎหมายสัญชาติในเมียนมาถูกเขียนขึ้นเพื่อรับมือกับคนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและจีนที่หลั่งไหลเข้าไปในประเทศ กฎหมายฉบับนี้ห้ามไม่ให้มีการให้สัญชาติผู้ใด ถ้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าบรรพบุรุษของตนได้อาศัยอยู่ในเมียนมามาเป็นระยะเวลาที่กำหนด และนี่กลายเป็นประเด็นปัญหาหลักของชาวโรฮิงญา ที่รัฐบาลเมียนมาใช้คำว่า "บังกลาเทศ" ในการนิยามพวกเขา และยืนยันว่าพวกเขาเป็นผู้อพยพเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายมาจากประเทศบังกลาเทศ

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ เหตุรุนแรงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังการส่งมอบรายงานเสนอแนวทางแก้ไขความขัดแย้งและสร้างสันติภาพของคณะกรรมการที่ปรึกษารัฐยะไข่

การแก้ไข้ข้อบังคับในกฎหมายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในข้อเสนอของคณะกรรมการที่ปรึกษารัฐยะไข่ที่นำโดยนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อลดความรุนแรงในรัฐยะไข่และเปิดทางในการให้สัญชาติกับชาวโรฮิงญา เนื่องจากเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากการส่งมอบข้อเสนอนี้ รัฐบาลเมียนมาจึงมองว่า เป็นการวางแผนของกลุ่มติดอาวุธเพราะพวกเขาไม่ต้องการยอมรับข้อเสนอที่คณะกรรมการส่งมอบ และต้องการเรียกร้องความสนใจจากนานาชาติก่อนการประชุมสมัชชาสหประชาชาติในเดือนหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง