วิกฤตโรฮิงญา: โอกาสสุดท้ายของนางออง ซาน ซู จี

ชาวโรฮิงญา Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ชาวโรฮิงญากว่า 400,000 คน หนีจากเมียนมาไปยังบังกลาเทศ

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า นางออง ซาน ซู จี มี "โอกาสสุดท้าย" ในการยับยั้งการใช้กำลังทหาร ซึ่งทำให้ชาวมุสลิมโรฮิงญานับแสนคนต้องหนีออกนอกประเทศ

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการฮาร์ด ทอล์ค ของบีบีซี ก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ นายกูเตอร์เรสกล่าวว่า "หากเธอไม่ช่วยพลิกสถานการณ์ในตอนนี้ ผมคิดว่าคงจะเกิดหายนะที่รุนแรง และไม่เห็นหนทางที่จะแก้ไขให้สถานการณ์กลับมาดีขึ้นได้ในอนาคต"

สหประชาชาติได้ออกมาเตือนว่า การใช้กำลังทหารที่ดำเนินอยู่อาจนับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ แต่รัฐบาลเมียนมาระบุว่าทำไปเพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มติดอาวุธ และปฏิเสธว่าไม่ได้มุ่งเป้าที่พลเรือน

นอกจากนี้เลขาธิการยูเอ็นยังเน้นย้ำว่าชาวโรฮิงญาควรได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับบ้าน พร้อมระบุว่าเป็นที่ชัดเจนว่ากองทัพเมียนมายังคงมีอำนาจในประเทศ และกำลังใช้แรงกดดันในพื้นที่รัฐยะไข่

Image copyright Getty Images

นางออง ซาน ซู จี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ที่เคยถูกกักบริเวณภายในบ้านพักมาหลายปีภายใต้รัฐบาลทหารของเมียนมา กำลังเผชิญกับเสียงวิจารณ์มากขึ้นในประเด็นชาวโรฮิงญา เธอได้ระบุแล้วว่าจะไม่เดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก รวมถึงอ้างว่าวิกฤตนี้กำลังถูกบิดเบือน โดยการให้ข้อมูลผิดๆ ผ่านข่าวเท็จที่ส่งเสริมผลประโยชน์ของผู้ก่อการร้าย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ มาลาลา ยูซาฟไซ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ (ซ้าย) เป็นอีกคนที่ออกมาขอคำตอบจากซูจี ขณะที่ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ขวา) เรียกร้องให้ซูจีเร่งพลิกสถานการณ์

เลขาธิการสหประชาชาติออกมาเตือนเรื่องนี้ หลังจากรัฐบาลบังกลาเทศแถลงว่าจะจำกัดการเคลื่อนย้ายของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญากว่า 400,000 คนจากเมียนมา โดยตำรวจบังกลาเทศระบุว่าจะไม่อนุญาตให้ชาวโรฮิงญาเดินทางออกนอกพื้นที่ที่กำหนด ห้ามไม่ให้ไปอาศัยอยู่กับญาติหรือคนรู้จักในประเทศ รวมถึงเรียกร้องเจ้าของกิจการขนส่งและคนขับไม่ให้ช่วยขนส่งผู้ลี้ภัย และห้ามเจ้าของที่พักอาศัยปล่อยเช่ากับผู้ลี้ภัยด้วย

นอกจากนี้รัฐบาลบังกลาเทศยังประกาศแผนสร้างที่พักให้กับผู้ลี้ภัย ใกล้กับเมืองค็อกซ์ บาซาร์ แต่นักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลบังกลาเทศต้องการสกัดกั้นไม่ให้ชาวโรฮิงญาหายไปปะปนกับประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อจะได้เฝ้าติดตาม ด้วยความหวังจะส่งพวกเขากลับเมียนมา หรือส่งต่อไปตั้งรกรากยังประเทศที่ 3

คำบรรยายภาพ สภาพของหมู่บ้านอัลเลตันจอว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่กลุ่ม ARSA โจมตีตำรวจเมื่อวันที่ 25 ส.ค.

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. กลุ่มติดอาวุธชาวโรฮิงญาได้โจมตีป้อมตำรวจทางเหนือของรัฐยะไข่ ทำให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 12 นาย แต่ชาวโรฮิงญาที่อพยพออกจากเมียนมาตั้งแต่เกิดเหตุนี้ ระบุว่าทหารตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยการเผาหมู่บ้าน และโจมตีประชาชนด้วยเจตนาที่จะขับไล่ บางส่วนที่หนีออกจากรัฐยะไข่ กล่าวกับบีบีซีเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ว่ามีการฆ่า ข่มขืน รวมถึงการสังหารหมู่ และในช่วงที่ผู้สื่อข่าวบีบีซีเข้าไปทำข่าวในรัฐยะไข่ ก็ได้เห็นซากบ้านที่ถูกเผาด้วย

ส่วนรายงานจากฮิวแมนไรท์ วอทช์ ที่ถูกเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (15 ก.ย.) กล่าวหากองทัพเมียนมาว่า "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" และให้รายละเอียดหมู่บ้านที่ตกเป็นเป้าการวางเพลิง

ด้านรัฐบาลเมียนมาโทษกลุ่มกบฏชาวโรฮิงญาอยู่เบื้องหลังความรุนแรงที่เกิดขึ้น และแม้ว่านายซอว์ ฮเตย์ โฆษกรัฐบาลเมียนมา จะพยายามบอกให้ผู้พลัดถิ่นเข้าไปอาศัยในค่ายพักพิงที่รัฐบาลจัดเตรียมไว้ให้ในรัฐยะไข่ แต่ก็กล่าวว่าผู้ที่เดินทางออกจากเมียนมาไปยังบังกลาเทศแล้ว จะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าประเทศ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม