กูเกิลจับมือเอชทีซี เจาะตลาดสมาร์ทโฟน

กูเกิลประกาศร่วมมือกับเอชทีซีมูลค่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเจาะตลาดสมาร์ทโฟน Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ กูเกิลประกาศร่วมมือกับเอชทีซีมูลค่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเจาะตลาดสมาร์ทโฟน

บริษัทกูเกิลบรรลุข้อตกลง มูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (36.4 พันล้านบาท) กับบริษัทเอชทีซี เพื่อขยายกิจการสมาร์ทโฟน โดยกูเกิลจะไม่เข้าถือหุ้นแต่จะถ่ายเทพนักงานบางส่วนจากเอชทีซีไปร่วมงานด้วย

หากได้รับอนุญาตเรียบร้อยตามกฎหมาย กูเกิลคาดว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2018

ส่วนหุ้นของเอชทีซี ถูกระงับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของไต้หวันในวันนี้ (21 ก.ย.) โดยบริษัทสัญชาติไต้หวันรายนี้เคยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน แต่ภายหลังประสบปัญหาการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างแอปเปิลและซัมซุง

การเดิมพันที่ฮาร์ดแวร์

ข้อตกลงนี้ เป็นการเคลื่อนไหวล่าสุดของกูเกิล ที่กำลังพยายามเพิ่มศักยภาพด้านฮาร์ดแวร์ ซึ่งนายริค ออสเตอร์โลห์ รองประธานบริษัท ระบุผ่านกูเกิลบล็อกว่า "ตอนนี้ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นของธุรกิจฮาร์ดแวร์สำหรับกูเกิล"

ภายใต้ข้อตกลงนี้ กูเกิลจะเข้ามาบริหารทีมงานที่พัฒนาโทรศัพท์มือถือพิกเซลให้กับทางบริษัทอยู่แล้ว และจะได้เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาของเอชทีซี แบบไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งนับว่าเป็นข้อตกลงที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นหุ้นส่วนที่ทั้งสองบริษัทมีอยู่แล้ว

เอชทีซีระบุว่า ครึ่งหนึ่งของพนักงานในทีมวิจัยและพัฒนา หรือประมาณ 2,000 คน จะย้ายไปกูเกิล

เมื่อปีที่แล้วเอชทีซี เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์พิกเซล และพิกเซล เอ็กซ์แอล ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของกูเกิล และกำลังมีแผนจะเริ่มวางขายรุ่นใหม่ในเดือนหน้านี้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ กูเกิลจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในเดือนหน้า ซึ่งจะมีสมาร์ทโฟนรวมอยู่ด้วย

ประโยชน์จากข้อตกลง

ข้อตกลงนี้ เป็นครั้งที่สองที่กูเกิลรุกเข้าสู่ธุรกิจสมาร์ทโฟน หลังจากเมื่อปี 2011 ที่อัลฟาเบท ซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อกูเกิลอยู่ ซื้อโมโตโรลา โมบิลิตี มาในราคา 12.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (413.4 พันล้านบาท) แต่ก็ต้องขายในอีก 3 ปีต่อมา

นายจอฟฟ์ แบลเบอร์ จากซีซีเอส อินไซต์ กล่าวว่า ในขณะที่ข้อตกลงกับเอชทีซี อาจ "ทำให้หลายคนประหลาดใจ" เนื่องจากกูเกิล มีประวัติเรื่องโมโตโรลา มาแล้ว แต่ก็จะเป็นข้อตกลงที่ช่วยให้บริษัทมีทรัพยาการด้านการออกแบบและวิศวกรรมที่เพิ่มมูลค่าได้ "ความเสี่ยงที่มากกว่านั้นสำหรับกูเกิล คือการไม่ทำอะไรเลย ในขณะที่ฮาร์ดแวร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อบทสรุปของธุรกิจหลัก"

แต่ผู้ที่ชนะก็คือเอชทีซี

นายแบลเบอร์ กล่าวว่า "เอชทีซีต้องการเงินลงทุนนี้ ในขณะที่บริษัทกำลังต้องดิ้นรนรักษาธุรกิจสมาร์ทโฟนเอาไว้และส่งเสริมธุรกิจเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนที่เพิ่งเริ่มต้น"

เอชทีซี เป็นผู้ผลิตไวว์ฟ ซึ่งเป็นชุดจอภาพและหูฟังความจริงเสมือนที่กูเกิลยกย่องมากกว่าโอคูลัส ริฟท์ ของเฟซบุ๊ก โดยไวว์ฟ มียอดขายสูงกว่าประมาณ 2 ต่อ 1

วิเคราะห์ดีลกูเกิล-เอชทีซี

เดฟ ลี ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี บีบีซี ประจำทวีปอเมริกาเหนือ

เมื่อวานนี้ ภายในเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมีข้อความเตือนให้อัพเดท ผู้ใช้โทรศัพท์แอปเปิลนับล้านคน ได้เริ่มดาวน์โหลดระบบปฏิบัติการณ์ ไอโอเอส 11 มาใช้แล้ว แต่เมื่อกลับมาเปรียบเทียบกับผู้ใช้ระบบแอนดรอยด์ ผู้ใช้ต้องรออัพเดทเป็นเดือน หรือเป็นปี ซึ่งกูเกิลตระหนักดีว่า ความไม่เชื่อมโยงระหว่างซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์เป็นปัญหาใหญ่

ดังนั้นการหันไปจับมือกับเอชทีซี ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามข่าวลือเรื่องการซื้อกิจการ จึงเท่ากับเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหานี้ด้วย หากกูเกิลสามารถความคุมการผลิตอุปกรณ์รุ่นหลักๆ ได้ ก็จะสามารถตั้งเป้าการพัฒนาซอฟท์แวร์ให้สูงขึ้นได้

ในบางแง่มุม ข้อตกลงมูลค่า 1.1 พันล้านนี้ ก็คล้ายกับการที่เพื่อนให้ยืมเงินกันแก้ขัดไปก่อน เอชทีซีต้องการเงินจากกูเกิลเพื่อดำเนินกิจการต่อ ในขณะที่กูเกิลต้องการความเชี่ยวชาญจากเอชทีซี และศักยภาพในการผลิต เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์มือถือต่อไป