อิสราเอลเตรียมถอนตัวจากยูเนสโกตามสหรัฐฯ

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเยรูซาเลมและเวสต์แบงก์ Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ มติของยูเนสโกเมื่อปี 2016 วิจารณ์กิจกรรมของอิสราเอลในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเยรูซาเลมและเวสต์แบงก์

รัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าจะทำตามสหรัฐฯ ที่ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยให้เหตุผลว่าองค์กรด้านวัฒนธรรมของยูเอ็น "ต่อต้านอิสราเอลด้วยความลำเอียง"

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ระบุในแถลงการณ์ชื่นชมการตัดสินใจของสหรัฐฯ ว่า "กล้าหาญและมีศีลธรรม"

ด้านนางอิรีนา โบโควา ผู้อำนวยการยูเนสโก เรียกการตัดสินใจถอนตัวของสหรัฐฯ ว่าเป็นเรื่องที่น่า "เสียใจอย่างมาก"

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงว่า การถอนตัวจะมีผลสิ้นเดือน ธ.ค. 2018 แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้น สหรัฐฯ จะยังคงมีสมาชิกภาพเต็ม ส่วนหลังจากนั้นจะมีสถานะเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์

ส่วนนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ของอิสราเอล ระบุทางทวิตเตอร์ว่า ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศ "เตรียมถอนตัว... ตามสหรัฐฯ"

เหตุใดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จึงไม่พอใจยูเนสโก

ในบทวิเคราะห์ของ โจนาธาน มาร์คัส ผู้สื่อข่าวบีบีซี ด้านการทูต ระบุว่า ยูเนสโกตกเป็นเป้าของสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นองค์กรนานาชาติที่ทำงานด้านการศึกษาและการพัฒนา เช่น ส่งเสริมความรู้เรื่องเพศศึกษา ความรู้หนังสือ และความเท่าเทียมของสตรี

Image copyright Reuters

การถอนตัวจะถูกมองจากหลายฝ่ายว่าช่วยทำให้นโยบาย "อเมริกาต้องมาเป็นที่หนึ่ง" กลายเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ทั้งที่ยูเนสโกเป็นองค์กรที่สหรัฐฯ มีส่วนช่วยก่อตั้งขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ประเด็นหลักที่สหรัฐฯ อ้างคือ ภาพลักษณ์ที่ต่อต้านอิสราเอล ซึ่งก่อนหน้านี้ยูเนสโกได้ประณามอิสราเอล เรื่องกิจกรรมต่าง ๆ ในเขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเลมตะวันออก และเมื่อต้นปีนี้ได้กำหนดให้พื้นที่เมืองเก่าเฮบรอน เป็นแหล่งมรดกโลกของปาเลสไตน์ ซึ่งอิสราเอลอ้างว่าเท่ากับปฏิเสธประวัติศาสตร์ของชาวยิว ซึ่งมีสุสานของบิดาผู้ก่อตั้งศาสนา ที่เก่าแก่ย้อนกลับไปได้ถึงยุคของคัมภีร์ไบเบิล

เหตุใดนายกรัฐมนตรีอิสราเอลจึงทำตามสหรัฐฯ

ที่ผ่านมาทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลได้วิจารณ์การตัดสินใจของยูเนสโกหลายครั้ง โดยเมื่อปี 2011 สหรัฐฯ ประกาศตัดเงินสนับสนุน เพื่อประท้วงที่ยูเนสโกรับปาเลสไตน์เข้าเป็นสมาชิก และปีที่ผ่านมา อิสราเอลระงับความร่วมมือกับยูเนสโก หลังจากที่มีการผ่านข้อมติที่ไม่ได้อ้างถึงความเกี่ยวข้องระหว่างประวัติศาสตร์ของชาวยิวกับศาสนสถานสำคัญในเยรูซาเลม แต่กลับวิจารณ์กิจกรรมของอิสราเอลในเขตดังกล่าว และเมื่อต้นปีนี้ นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูได้ประณามยูเนสโก ที่ประกาศให้เขตเมืองเก่าเฮบรอน ในเวสต์แบงก์ เป็นแหล่งมรดกโลกของปาเลสไตน์ โดยอ้างว่ายูเนสโก เพิกเฉยต่อความเชื่อมโยงของศาสนายิวในยุคโบราณ ซึ่งมีอุโมงค์ฝังศพเหล่าผู้ก่อตั้งศาสนาอยู่

คำบรรยายภาพ มัสยิดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองเจนเน ประเทศมาลี ถูกประกาศให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก

ปัญหาของยูเนสโก ตลอดเวลาที่ผ่านมา

  • พ.ย. 1945: ยูเนสโกถูกก่อตั้งขึ้นโดย 37 ประเทศ จากผลพวงของสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีจุดประสงค์ "เพื่อสนับสนุนสันติภาพและความมั่นคง โดยจะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ผ่านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม"
  • 1974: สภาคองเกรส ลงมติให้ระงับการสนับสนุนยูเนสโกชั่วคราว หลังจากทางองค์กรวิจารณ์อิสราเอล และให้การยอมรับองค์การปลอดปล่อยปาเลสไตน์ หรือพีแอลโล แต่สหรัฐฯ ได้กลับมาให้การสนับสนุนยูเนสโกต่อในภายหลัง
  • 1984: สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกยูเนสโก โดยให้เหตุผลว่าทางองค์กรมีจุดยืนเอียงซ้ายในทางการเมือง และไร้ความรับผิดชอบด้านการเงิน
  • 1985: สหราชอาณาจักรถอนตัว และกลับมาเป็นสมาชิกอีกครั้งหลังเปลี่ยนรัฐบาลเมื่อปี 1997
  • 2003: สหรัฐฯ ในสมัยประธานาธิบดีบุช กลับเข้าเป็นสมาชิกยูเนสโกอีกครั้ง
  • 2011: สหรัฐฯ ประกาศเลิกจ่ายเงินสนับสนุน เพื่อประท้วงการรับปาเลสไตน์เป็นสมาชิก ทำให้ยูเนสโกเริ่มมีหนี้ค้างจ่ายสะสม
  • 2017: สหรัฐฯ ประกาศถอนตัว และอิสราเอลประกาศจะถอนตัวตาม

เงินมีส่วนทำให้เกิดปัญหาหรือไม่

คำตอบคือใช่ นอกจากข้อกล่าวหาว่ายูเนสโกลำเอียงแล้ว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า เป็นกังวงกัลหนี้ค้างจ่ายของยูเนสโก ซึ่งควรต้องปฏิรูปองค์กร

แต่หนี้เหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากที่ถูกสหรัฐฯ ตัดเงินสนับสนุนกว่า 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2.7 พันล้านบาท) เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ซึ่งเทียบเท่ากับการตัดงบประมาณร้อยละ 22

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ผู้อำนวยการยูเนสโกแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการถอนตัวของสหรัฐฯ

มีบางรายงานระบุว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ มีแรงผลักดันมาจากความต้องการยับยั้งเงินค้างจ่ายของทางสหรัฐฯ เองด้วย เพราะแม้สหรัฐฯ จะประกาศระงับเงินสนับสนุน แต่ทางยูเนสโกยังคงบันทึกเป็นเงินค้างจ่าย ซึ่งขณะนี้คิดเป็นกว่า 500 ล้านดอลลารสหรัฐฯ (1.66 หมื่นล้านบาท)

ประธานาธิบดีทรัมป์ วิจารณ์ว่าเงินสนับสนุนนี้ ไม่สมสัดส่วนที่สหรัฐฯ ควรต้องจ่าย โดยสหรัฐฯ ให้เงินสนับสนุนงบประมาณปกติของยูเอ็นร้อยละ 22 และร้อยละ 28 สำหรับภารกิจรักษาสันติภาพของยูเอ็น

ปฏิกิริยาของยูเอ็น

ผู้อำนวยการยูเนสโก กล่าวว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ คือความสูญเสียของ "ครอบครัวยูเอ็น" และเป็นการสูญเสียต่อความร่วมมือแบบพหุภาคีโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการยูเนสโก ยอมรับว่า การเมืองกำลังก่อให้เกิดผลเสียต่อองค์กรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ว่า ได้แจ้งกับรัฐสภาสหรัฐฯ แล้ว ว่าการจ่ายเงินคงค้างของสหรัฐฯ ไม่ใช่ประเด็น และเธอให้ความสำคัญกับการกลับมามีส่วนร่วมของสหรัฐฯ เป็นอันดับแรก แต่ก็ยังตั้งคำถามถึงช่วงเวลาของการถอนตัว ซึ่งออกมาก่อนหน้าที่ยูเนสโกจะเลือกผู้บริหารคนต่อไป

ด้านนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ กล่าวว่า "เสียใจอย่างมาก" กับการตัดสินใจของสหรัฐฯ แต่ยูเอ็นจะยังคง "ติดต่อกับสหรัฐฯ ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพในหลากหลายประเด็น ผ่านองค์กรอื่นๆ ที่มีอยู่"

ปฏิกิริยาจากหน่วยงานอื่น

คณะกรรมการกิจการสาธารณะอิสราเอลแห่งอเมริกา (Aipac) ชื่นชมความเคลื่นไหวของรัฐบาลสหรัฐฯ และระบุว่า เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ที่ยูเนสโก "ทรยศต่อภารกิจดั้งเดิม... และเลือกเพ่งเล็งอย่างไม่เป็นธรรมต่ออิสราเอล ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่โดดเดี่ยวในตะวันออกกลาง"

ส่วนรัสเซีย ระบุว่าผิดหวังกับการตัดสินใจนี้ แต่กล่าวเห็นด้วยว่ายูเนสโกมีประเด็นการเมืองมากเกินไป และนายวลาดิเมียร์ โทลสตอย ผู้ช่วยของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวว่าข่าวนี้ "น่าตกใจอย่างยิ่ง"