ชีวิตครอบครัวชาวจีนเปลี่ยนไปอย่างไร ในยุคนายสี จิ้นผิง

A couple take wedding photos by the sea at the Eight Great Passes (aka Ba Da Guan) on October 12, 2016 in Qingdao, Shandong Province of China Image copyright Getty Images

5 ปี หลังการนำประเทศของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีและผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์คนปัจจุบัน จีนกลายเป็นประเทศที่มั่งคั่งและมีอิทธิพลมากขึ้นในเวทีโลก แต่ความเจริญก้าวหน้านี้ส่งผลอย่างไรต่อสถาบันครอบครัวจีน? ข้อมูลจากทางการจีน และการสำรวจต่าง ๆ เผยให้เห็นว่าชีวิตครอบครัวและสังคมจีนกำลังเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อปี 2015 รัฐบาลได้ยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว ซึ่งถูกใช้ในอดีตเพื่อควบคุมจำนวนประชากร แต่ส่งผลทำให้จำนวนประชากรหญิงและชายไม่สมดุล ทว่า สถิติการแต่งงานและหย่าร้างในจีนกลับคล้ายกันกับประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ นั่นคือ อัตราการแต่งงานของลดลง ในขณะที่คนหย่าร้างกันเพิ่มมากขึ้น

แต่นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าใจผิด

ซวน หลี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เซี่ยงไฮ้ ระบุว่า ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จีนมีสัดส่วนคนหย่าร้างต่ำกว่าในสหรัฐฯ และในประเทศตะวันตกต่าง ๆ มาก และมีคนจีนแผ่นดินใหญ่จำนวนมากที่แต่งงานในท้ายที่สุด เมื่อเทียบกับคนจีนที่อาศัยอยู่บริเวณและประเทศอื่น ๆ โดยรอบ เพราะฉะนั้นความคิดที่ว่าสถาบันครอบครัวจีนกำลังล่มสลายนั้นไม่มีมูลในทางสถิติ

ผลพวงของนโยบายลูกคนเดียวที่จะส่งผลตามมาอีกหลายปี คือ มีผู้ชายที่อายุเกิน 30 ปี แต่ยังไม่แต่งงานจำนวนมาก จนมีคำเรียกขานว่า "เชิ่งหนาน" หรือ "ผู้ชายที่ไม่มีใครเลือก"

ในปี 2015 มีรายงานว่า นักธุรกิจจีนในช่วงอายุ 40 ปีคนหนึ่งฟ้องร้องบริษัทหาคู่ในนครเซี่ยงไฮ้ที่ไม่สามารถหาภรรยาให้เขาได้ แม้ได้จ่ายเงินค่าบริการไปถึง 7 ล้านหยวน หรือราว 34 ล้านบาท

"นโยบายลูกคนเดียวของจีนส่งได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านด้านจำนวนประชากรเป็นอย่างมาก" ลูอิส คาจส์ จากบริษัทวิจัยด้านเศรษฐกิจ อ็อกซ์ฟอร์ด อีคอนอมิกส์ กล่าว

"อัตราการเกิดที่น้อยลง และประชากรที่สูงวัยขึ้น ส่งผลต่อการลดลงของจำนวนแรงงานในประเทศ และอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในที่สุด"

นายคาจส์ อธิบายต่อว่า "แม้จะมีการเปลี่ยนนโยบายเป็นนโยบายลูกสองคนแล้วเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว อัตราการเกิดที่สูงขึ้นตอนนี้ ต้องใช้เวลาราว 2 ทศวรรษ กว่าจะเห็นผลว่ามีจำนวนแรงงานเพิ่มขึ้น"

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้นทำให้มีการเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่องเพศแบบเดิม ๆ และส่งผลดีกับสภาวะที่จำนวนประชากรเพศหญิงและชายไม่สมดุลกัน

"ความไม่สมดุลนี้กำลังเปลี่ยนไปแล้ว นั่นเป็นผลมาจากนโยบายด้านการวางแผนครอบครัวที่ไม่เข้มงวดเช่นเดิม ทัศนคติที่เปลี่ยนไป และผู้หญิงก็มีหน้าที่การงานและการศึกษาที่ดีขึ้น และระบบประกันสังคมก็ดีขึ้น" มู เจิ้ง จากศูนย์วิจัยด้านครอบครัวและประชากร มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ บอกกับบีบีซี

อย่างไรก็ตาม ความไม่สมดุลระหว่างเพศชายและหญิงกำลังทำให้ผู้ชายหาภรรยายาก

ท่ามกลางความกังวลว่าภาวะฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขอองจีนกำลังจะแตก ลักษณะที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของจีนคือ คนรุ่นมิลเลนเนียล หรือคนวัยที่เกิดในช่วงปี 1984-1996 มีสัดส่วนของผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านสูงเมื่อเทียบกับคนในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

แม้ว่าข้อมูลจากธนาคาร HSBC ในข้างต้นนี้จะเป็นสถิติของชาวคนจีนในตัวเมืองเสียส่วนใหญ่ แต่ก็สะท้อนให้เห็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งคือ พ่อแม่ชาวจีนพยายามจะทำทุกอย่างที่จะให้ลูกชายของพวกเขามีข้อได้เปรียบในการโน้มน้าวผู้หญิงมาแต่งงานด้วย

"เป็นธรรมเนียมที่ฝ่ายสามีจะเป็นซื้อบ้านให้ภรรยา" ดร. เจี๋ย อื๋อ หลิว รองผู้อำนวยการสถาบันจีน วิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา หรือ SOAS แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน "หลายครั้งที่ความรักต้องล้มเหลวหากผู้ชายไม่สามารถออกเงินซื้อเรือนหอให้ได้"

และเมื่อคนโสดแต่งงานแล้ว ชีวิตครอบครัวจะเป็นอย่างไร?

รายรับโดยเฉลี่ยของคนจีน สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในเขตเมืองและชนบท แม้ว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารลดน้อยลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่การใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพ เสื้อผ้า และการคมนาคมเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวการใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสาร เห็นได้จากจำนวนการสมัครใช้บริการมือถือที่เพิ่มขึ้น

สมาร์ทโฟนไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อการสื่อสาร แอปพลิเคชันอย่าง WeChat กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว

นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยี นายดันแคน คลาร์ก จากบริษัท ABI Research อธิบายว่า WeChat ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องสำหรับการใช้ชีวิต โดยลูกค้าต่างชื่นชอบความสะดวกสบายต่าง ๆ ที่แอปพลิเคชันนี้ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในครัวเรือน การจ่ายเงินแบบไม่ใช้เงินสด ค่าแท็กซี่ ค่าเช่าจักรยาน การโอนเงิน และการติดต่อสื่อสาร

รายรับที่สูงขึ้นหมายความว่า รายจ่ายเพื่อการลงทุนด้านการศึกษาของลูกเพิ่มขึ้นด้วย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีคนจีนที่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอกมากขึ้น และที่สำคัญก็คือพวกเขากำลังกลับมาที่จีนหลังเรียนจบ

"มีนักเรียนจีนจำนวนมากที่กำลังเดินทางกลับมาประเทศ โดยในปี 2016 มีจำนวน 433,000 คน" นายราชิฟ บิสวาส หัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ด้านภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของบริษัทวิเคราะห์ IHS Markit

เขาระบุว่า จำนวนนักเรียนจีนที่เรียนจบและมีประสบการณ์จากเมืองนอกที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ผู้นำทางธุรกิจและหน่วยงานรัฐบาลมีความคิดแบบนานาชาติมากขึ้น และเข้าอกเข้าใจวัฒนธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อจีนจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกในอีกราวทศวรรษ

และในขณะที่การมีปริญญาจากมหาวิทยาลัยในยุโรปหรือสหรัฐฯ ทำให้คุณมีโอกาสหางานได้มากขึ้น มันก็อาจทำให้คุณมีโอกาสได้ผู้ร่วมลงทุนในธุรกิจที่เหมาะสมมากขึ้นด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง