ผู้นำอัฟกันขอโทษผู้หญิง หลังไล่คนให้ร้ายรัฐบาลไปสวมฮิญาบ

ประธานาธิบดีอัชราฟ กานี ได้กล่าวขออภัย และว่าคำพูดของเขาถูกตีความผิดพลาด Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีอัชราฟ กานี ได้กล่าวขออภัย และว่าคำพูดของเขาถูกตีความผิดพลาด

ประธานาธิบดีอัชราฟ กานี ของอัฟกานิสถาน กล่าวขออภัยต่อสตรีทั้งประเทศ หลังเขาตอบโต้เรื่องที่มีผู้อ้างว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลพัวพันกลุ่มก่อการร้าย โดยไล่ให้ผู้กล่าวหาไปสวมผ้าคลุมศีรษะแบบผู้หญิง

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ ( 2 ธ.ค.) ที่ผ่านมา โดยผู้นำอัฟกานิสถานแสดงความไม่พอใจต่อข้อกล่าวหาที่ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนพัวพันกับกลุ่มที่เรียกตนเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) และได้กล่าวตอบโต้ว่า ผู้ที่อ้างเช่นนั้นควรจะต้องแสดงหลักฐานยืนยันด้วย มิฉะนั้นก็ควรจะเอาผ้าคลุมศีรษะตนเองเสีย

ถ้อยคำตอบโต้ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเหยียดเพศ เนื่องจากมีนัยชี้ว่าผู้กล่าวหาให้ร้ายรัฐบาลทำตัวแบบผู้หญิง ซึ่งมีฐานะต่ำต้อยกว่าชาย

องค์กรนักเขียนสตรีอิสระแห่งอัฟกานิสถาน ได้ออกแถลงการณ์ตำหนินายกานีทางเฟซบุ๊กว่า "ใครจะเป็นความหวังให้ผู้หญิงอัฟกันได้อีก ในเมื่อประธานาธิบดียังมองว่าการเป็นผู้หญิงและความเป็นหญิงนั้นเป็นเรื่องน่าอับอาย"

นางฟาวเซีย คูฟี ส.ส.หญิงชาวอัฟกัน ทวีตภาพและข้อความที่ระบุว่า เธอรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้สวมผ้าคลุมศีรษะซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเธอเอง "เหตุใดการสวมผ้าคลุมศีรษะจึงถือเป็นเรื่องน่าอายสำหรับนักการเมืองที่เรียกว่าเป็นชนชั้นนำของประเทศ ? ตำราการเมืองของเรายังคงถือชายเป็นใหญ่ และฉันอดประหลาดใจไม่ได้ที่ได้ยินประธานาธิบดีพูดเช่นนั้น" นางคูฟีระบุทางทวิตเตอร์

ด้านประธานาธิบดีอัฟกานิสถานออกแถลงการณ์ขออภัย โดยชี้แจงว่ามีการตีความถ้อยคำที่เขาใช้ผิดพลาด โดยคำว่า "ชาดาร์" (Chaadar ) หรือผ้าคลุมศีรษะที่เขากล่าวออกไปนั้น "เป็นคำกล่าวทั่ว ๆ ไป ที่ไม่ได้มุ่งจะดูหมิ่นเหยียดหยามสถานภาพอันสูงส่งและทรงคุณค่าของสตรีอัฟกานิสถาน"

แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า "ประธานาธิบดีกานีเป็นผู้ทำงานส่งเสริมสิทธิสตรีที่โดดเด่น ทั้งได้ดำเนินงานรักษาและเสริมสร้างสถานภาพสตรีให้แข็งแกร่ง นับตั้งแต่เริ่มเข้าดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ"

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีกานีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2014 และให้คำมั่นจะขจัดการทุจริตคอร์รัปชันเป็นอันดับแรก ก่อนหน้านั้นเขาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ทั้งเคยทำงานกับธนาคารโลกและเป็นนักวิชาการในสหรัฐฯ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม